Meta เปิดตัว Meta VR Glasses อย่างเป็นทางการในงาน Meta Connect ปี พ.ศ. 2569 ชุดเฮดเซต VR รูปแบบใหม่ที่ลดน้ำหนักส่วนที่สวมบนศีรษะเหลือเพียงประมาณ 100 กรัม
จุดสำคัญคือการย้ายหน่วยประมวลผล แบตเตอรี่ และพื้นที่เก็บข้อมูลออกจากตัวแว่นไปไว้ใน Compute Puck พร้อมใช้จอ Micro-OLED ความละเอียดสูง รองรับคอนเทนต์ในระบบ Meta Quest
Meta เปิดตัว Meta VR Glasses ชุดเฮดเซต VR รุ่นใหม่อย่างเป็นทางการในงาน Meta Connect ปี พ.ศ. 2569 โดยอุปกรณ์รุ่นนี้เคยมีข่าวภายใต้ชื่อโค้ด Project Phoenix
แนวคิดหลักของ Meta VR Glasses คือการลดขนาดและน้ำหนักของอุปกรณ์ที่ผู้ใช้ต้องสวมอยู่บนศีรษะ ด้วยการแยกชิ้นส่วนประมวลผลหลักออกมาไว้ในอุปกรณ์ภายนอกที่เรียกว่า Compute Puck
ทำให้น้ำหนักของตัวแว่นอยู่ที่ประมาณ 100 กรัม ซึ่ง Meta ระบุว่าเบากว่า Quest 3 ประมาณ 5 เท่า
แยกหน่วยประมวลผลออกจากตัวแว่น
Meta VR Glasses ใช้สถาปัตยกรรมแบบแยกส่วน โดยตัวแว่นรับหน้าที่หลักเกี่ยวกับจอภาพ กล้อง เซ็นเซอร์ และระบบ Tracking
ส่วนหน่วยประมวลผล แบตเตอรี่ และพื้นที่เก็บข้อมูลจะอยู่ใน Compute Puck ซึ่งเชื่อมต่อกับตัวแว่นผ่านสาย Optical
แนวทางนี้ช่วยลดน้ำหนักบริเวณใบหน้าและศีรษะ โดยไม่จำเป็นต้องลดประสิทธิภาพด้านการประมวลผลลงตามขนาดของตัวแว่น
Compute Puck ใช้ชิป Qualcomm Snapdragon Reality Elite พร้อม RAM 12GB และพื้นที่เก็บข้อมูล 128GB รวมถึงรองรับ MicroSD สำหรับเพิ่มพื้นที่จัดเก็บ
แบตเตอรี่ภายใน Puck สามารถรองรับการใช้งานสำหรับการรับชมสื่อความละเอียดสูงต่อเนื่องได้ประมาณ 3 ชั่วโมง และรองรับการชาร์จเร็ว 45W
จอ Micro-OLED ความละเอียดสูง 2,412 × 2,288 พิกเซลต่อตา
Meta VR Glasses ใช้จอ Micro-OLED คู่ ความละเอียด 2,412 × 2,288 พิกเซลต่อตา รองรับ Refresh Rate สูงสุด 120Hz
Meta เรียกระบบจอนี้ว่า 5K Infinite Display โดยให้ความละเอียดเชิงมุมประมาณ 37 PPD สูงกว่า Quest 3 ที่อยู่ราว 25 PPD
นอกจากนี้ยังรองรับ HDR, Dolby Vision และ Dolby Atmos รวมถึงได้รับการรับรอง IMAX Enhanced
อย่างไรก็ตาม Meta VR Glasses มี Field of View ประมาณ 70 องศาในแนวนอน และ 66 องศาในแนวตั้ง หรือประมาณ 87 องศาในแนวทแยง ซึ่งแคบกว่า Quest 3
จึงเป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างขนาดและน้ำหนักที่ลดลง กับพื้นที่การมองเห็นในโลกเสมือนที่แคบลง
รองรับ Eye Tracking, Hand Tracking และ Face Tracking
Meta VR Glasses รองรับระบบ Eye Tracking, Hand Tracking และ Face Tracking โดยผู้ใช้สามารถควบคุมอินเทอร์เฟซด้วยการมองและท่าทางมือได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ Controller ตลอดเวลา
Meta ระบุว่าจะมีเกมมากกว่า 75 เกม ในช่วงเปิดตัวที่รองรับการควบคุมด้วยมือเปล่า และตัวอุปกรณ์ยังสามารถเข้าถึงคอนเทนต์ในระบบ Meta Quest ได้
อย่างไรก็ตาม ชุดมาตรฐานจะ ไม่รวม Touch Plus Controller
ผู้ใช้สามารถซื้อ Controller เพิ่มแยกต่างหาก หรือใช้ Controller จาก Quest 3 และ Quest 3S ที่มีอยู่เดิมได้
ต่อ Smartphone, Notebook และ Gaming Handheld ผ่าน USB-C ได้
อีกหนึ่งฟีเจอร์สำคัญของ Meta VR Glasses คือการรองรับการรับสัญญาณภาพจากอุปกรณ์ภายนอกผ่าน USB-C DisplayPort
ทำให้สามารถเชื่อมต่อกับ Smartphone, Notebook และ Gaming Handheld เพื่อแสดงผลบนจอเสมือนภายในแว่นได้
Meta ยังรองรับการเชื่อมต่อกับ Mac และ Windows PC ทั้งแบบไร้สายและผ่าน USB-C
ผู้ใช้สามารถสร้าง Multi-screen Workspace สำหรับใช้งานหลายหน้าจอเสมือน และสามารถใช้พื้นผิวโต๊ะเป็น Keyboard หรือ Touchpad เสมือนได้
เน้นทั้งดูหนัง ทำงาน และเล่นเกม
Meta วางตำแหน่ง Meta VR Glasses ให้เป็นอุปกรณ์ที่รองรับมากกว่าการเล่นเกม VR เพียงอย่างเดียว
กลุ่มการใช้งานที่ Meta นำเสนอประกอบด้วย
- การดูภาพยนตร์และคอนเทนต์ Streaming
- การรับชมกีฬาแบบ Immersive
- การใช้งานหลายหน้าจอสำหรับทำงาน
- การเล่นเกม VR
- การเชื่อมต่อ Gaming Handheld
- การสื่อสารผ่าน Video Call และ Hologram Calling
Meta ยังเตรียมรองรับคอนเทนต์ 3D จากบริการต่าง ๆ เช่น Disney+, Prime Video และ YouTube รวมถึงการถ่ายทอดกีฬารูปแบบ Immersive
อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่บริษัทเปิดตัวคือ Hologram Calling ซึ่งใช้ข้อมูลจากระบบ Face Tracking เพื่อสร้างตัวแทนผู้ใช้แบบ Photorealistic สำหรับการสื่อสารผ่าน Video Call

ราคา $1,299.99 ประมาณ 43,400 บาท
ตอนนี้ Meta ยังไม่ได้ประกาศชื่อรุ่นแบบ Quest 4 หรือชื่อการตลาดเฉพาะ
Meta VR Glasses มีกำหนดวางจำหน่ายในช่วง กลางปีหน้า พ.ศ. 2570
ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ $1,299.99 (ประมาณ 43,400 บาท) โดยชุดมาตรฐานยังไม่รวม Touch Plus Controller
การเปิดตัว Meta VR Glasses แสดงให้เห็นทิศทางใหม่ของ Meta ที่เริ่มแยกหน่วยประมวลผลและแบตเตอรี่ออกจากอุปกรณ์ที่สวมบนศีรษะ เพื่อช่วยลดน้ำหนักและเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน
ขณะเดียวกัน การลดขนาดของตัวแว่นก็มาพร้อมข้อแลกเปลี่ยน เช่น Field of View ที่แคบกว่า Quest 3
จึงน่าจับตาว่าแนวทาง Split Architecture แบบนี้จะกลายเป็นหนึ่งในทิศทางหลักของชุดเฮดเซต VR รุ่นใหม่ในอนาคตหรือไม่
ที่มา: Meta / UploadVR
#MetaVRGlasses #MetaConnect2026 #MetaQuest #VR #XR #VirtualReality #MaidevXR
uploadvr
