Snap โชว์ SPECS แว่น AR แบบ Standalone เดโมสดบนเวที ใช้มือควบคุม ช้อปปิ้ง AR เปิด YouTube และเสกคาถา Harry Potter ได้จริง
AR / XR

Snap โชว์ SPECS แว่น AR แบบ Standalone เดโมสดบนเวที ใช้มือควบคุม ช้อปปิ้ง AR เปิด YouTube และเสกคาถา Harry Potter ได้จริง

Snap พา SPECS แว่น AR แบบ Standalone ขึ้นเดโมสดบนเวที โชว์ตั้งแต่การควบคุมด้วยมือ เรียก AI เปิดเว็บ ไปจนถึงนำวัตถุดิจิทัลมาวางและโต้ตอบกับโลกจริง

นี่อาจเป็นภาพที่ชัดขึ้นอีกขั้นว่า “True AR Glasses” กำลังพยายามขยับจากอุปกรณ์ทดลอง ไปสู่คอมพิวเตอร์ที่เราสวมอยู่บนใบหน้า

Snap นำ SPECS แว่น AR รุ่นใหม่ขึ้นสาธิตการใช้งานจริงบนเวที โดย Evan Spiegel ซีอีโอของบริษัทเป็นผู้สวมและเดโมด้วยตัวเอง ทำให้เราได้เห็นทั้งอินเทอร์เฟซของ Snap OS การควบคุมด้วยมือ AI ไปจนถึงประสบการณ์ AR ที่นำวัตถุดิจิทัลเข้ามาอยู่ร่วมกับโลกจริง

SPECS เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปก่อนหน้านี้ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2569 โดย Snap วางตำแหน่งให้เป็นแว่น AR แบบ Standalone ที่มีระบบประมวลผล กล้อง เซนเซอร์ จอแสดงผล และแบตเตอรี่อยู่ภายในตัวแว่น ไม่จำเป็นต้องมีสมาร์ตโฟนหรือกล่องประมวลผลภายนอกต่ออยู่ตลอดเวลา

ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 2,195 ดอลลาร์ (ประมาณ 73,000 บาท) ส่วนชุดที่มาพร้อม Cellular Charging Case อยู่ที่ 2,395 ดอลลาร์ (ประมาณ 79,700 บาท)

ควบคุม AR ด้วยมือโดยตรง

หนึ่งในจุดที่เห็นได้ชัดจากเดโม คือระบบอินเทอร์เฟซของ Snap OS

ผู้ใช้สามารถเรียกเมนูขึ้นมาบริเวณฝ่ามือ แล้วใช้นิ้วอีกข้างแตะเพื่อเลือกคำสั่ง รวมถึงใช้การชี้และท่าหนีบนิ้วเพื่อเลือก ย้าย หรือโต้ตอบกับหน้าต่างและวัตถุเสมือนที่อยู่รอบตัว

แนวทางนี้ทำให้ SPECS ไม่ต้องพึ่งคอนโทรลเลอร์แยก และพยายามทำให้ “มือของเรา” กลายเป็นอุปกรณ์ควบคุมหลักของระบบ AR

Snapchat มองโลกผ่านสายตาผู้สวมแว่น

Snap ยังสาธิต Snapchat เวอร์ชันที่ทำงานบน SPECS

ผู้ใช้สามารถถ่ายและส่งภาพด้วย Gesture รวมถึงวิดีโอคอลที่อีกฝ่ายสามารถเห็นภาพจากกล้องของแว่น หรือมุมมองแบบ First-person ของผู้สวมได้โดยตรง

นี่เป็นอีกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า Snap ไม่ได้มอง SPECS เป็นเพียงจอ AR แต่พยายามนำ Ecosystem ของ Snapchat เข้ามาเชื่อมกับโลกจริงด้วย

SPECS Intelligence เรียก YouTube ผ่าน AI

อีกหนึ่งเดโมคือ SPECS Intelligence ระบบ AI ของ Snap

Spiegel ใช้ AI ช่วยเรียก YouTube ขึ้นมาผ่านเว็บเบราว์เซอร์บนแว่น ซึ่งเป็นตัวอย่างเล็ก ๆ ของแนวคิดที่ Snap ต้องการพัฒนาให้ SPECS Intelligence ทำหน้าที่เป็น AI Agent ที่สามารถเข้าใจเป้าหมายและบริบทของผู้ใช้ได้มากขึ้น

ในอนาคต Snap ต้องการให้ระบบเชื่อมต่อการทำงานระหว่าง SPECS, iPhone และ Mac รวมถึงช่วยจัดการข้อมูล งาน และกิจกรรมต่าง ๆ ของผู้ใช้ได้ต่อเนื่องมากขึ้น

ช้อปปิ้ง AR วางสินค้าลงในห้องก่อนซื้อ

Snap ยังร่วมมือกับ Shopify สาธิตประสบการณ์ช้อปปิ้งแบบ AR

ผู้ใช้สามารถนำโมเดลสินค้าดิจิทัลมาวางในพื้นที่จริง เพื่อดูขนาดและลักษณะของสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อ จากนั้นจึงสั่งซื้อผ่านอินเทอร์เฟซ AR ได้โดยตรง

แนวคิดนี้สะท้อนหนึ่งใน Use Case ของ AR ที่หลายบริษัทพูดถึงมานาน คือการทำให้สินค้าออนไลน์สามารถเข้ามาอยู่ในพื้นที่จริงของเราก่อนตัดสินใจซื้อ

Pencil เปลี่ยนพื้นที่จริงให้กลายเป็นแบบฝึกวาดภาพ

Snap ยังนำ Pencil ซึ่งเดิมมีให้ใช้งานบน Quest มาปรับใช้กับ SPECS

ระบบสามารถแสดงเส้นและแนวทางสำหรับการวาดภาพลงในพื้นที่จริง ผู้ใช้จึงสามารถมองผ่านแว่นแล้ววาดตามเส้น AR ที่ซ้อนอยู่ด้านหน้าได้

เป็นตัวอย่างของ AR ที่ไม่ได้เพียงแสดงข้อมูล แต่สามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือช่วยเรียนรู้หรือฝึกทักษะในโลกจริงได้ด้วย

Harry Potter เสกคาถาในห้องจริง

หนึ่งในเดโมที่เรียกความสนใจมากที่สุด คือประสบการณ์ Harry Potter อย่างเป็นทางการจาก HBO

ผู้สวม SPECS จะเห็นนกฮูกนำจดหมายจาก Hogwarts มาส่ง ก่อนที่จะสามารถใช้มือทำ Gesture เพื่อร่ายคาถา Wingardium Leviosa และโต้ตอบกับวัตถุเสมือนภายในพื้นที่จริงได้

เดโมนี้อาจดูเป็นเกมหรือความบันเทิง แต่จริง ๆ แล้วเป็นตัวอย่างที่ดีของสิ่งที่เรียกว่า Spatial Computing เพราะระบบต้องรู้ตำแหน่งของผู้ใช้ มือ พื้นที่ และวัตถุเสมือนพร้อมกัน

SPECS ใช้จอ LCoS และ Waveguide FOV 51 องศา

ด้านฮาร์ดแวร์ SPECS ใช้จอแบบ LCoS ร่วมกับ Waveguide ให้ Field of View แนวทแยงประมาณ 51 องศา

ภายในมีชิป Qualcomm Snapdragon สองตัว แยกการทำงานระหว่างระบบหลักกับ Computer Vision

ตัวแว่นรองรับทั้ง

  • Hand Tracking
  • Spatial Mapping
  • Spatial Anchoring

Snap ระบุว่า Motion-to-photon latency อยู่ที่ประมาณ 7 มิลลิวินาที

SPECS มีให้เลือกสองขนาด น้ำหนักประมาณ 132 และ 136 กรัม ถือว่ายังหนักกว่าแว่นทั่วไปอยู่มาก แต่ลดลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับ Spectacles Developer Kit รุ่นก่อนที่มีน้ำหนักถึง 226 กรัม

แบตเตอรี่รองรับการใช้งานแบบผสมได้สูงสุดประมาณ 4 ชั่วโมง และสามารถชาร์จเพิ่มเติมจากเคสได้ประมาณ 4 รอบ

นอกจากนี้ยังมี Cellular Charging Case ที่สามารถเชื่อมต่อเครือข่ายมือถือ ทำให้ SPECS ออนไลน์นอกสถานที่ได้โดยไม่ต้องแชร์ Hotspot จากสมาร์ตโฟน

SPECS ต่างจาก Display Glasses และ Smart Glasses อย่างไร

สิ่งที่ทำให้ SPECS น่าสนใจ คือ Snap ไม่ได้พยายามสร้างเพียง “จอที่อยู่ตรงหน้าเรา”

Display Glasses อย่าง XREAL หรือ VITURE ส่วนใหญ่เน้นการสร้างจอเสมือนขนาดใหญ่สำหรับดูหนัง เล่นเกม หรือทำงาน

ขณะที่ Smart Glasses หลายรุ่นในตลาดปัจจุบัน จะเน้นกล้อง ลำโพง AI หรือมีจอ HUD ขนาดเล็กสำหรับแสดงข้อมูลบางอย่าง

แต่สิ่งที่ SPECS พยายามทำ คือให้คอมพิวเตอร์สามารถรับรู้และเข้าใจ พื้นที่รอบตัว มือของผู้ใช้ และตำแหน่งของวัตถุในโลกจริง

จากนั้นจึงนำวัตถุดิจิทัลเข้าไปวางและโต้ตอบกับโลกจริงได้อย่างต่อเนื่อง

นี่คือสิ่งที่ทำให้ SPECS เข้าใกล้คำว่า True AR Glasses มากขึ้น

จากแว่นทดลอง สู่คอมพิวเตอร์ที่สวมบนใบหน้า

SPECS รุ่นแรกยังมีข้อจำกัดอยู่ไม่น้อย

น้ำหนักกว่า 130 กรัมยังถือว่าหนักสำหรับการสวมใส่ตลอดทั้งวัน Field of View 51 องศาก็ยังไม่ได้กว้างมากนัก และราคากว่า 70,000 บาท ทำให้กลุ่มเป้าหมายในช่วงแรกยังน่าจะเป็นนักพัฒนา Early Adopter และผู้ที่ต้องการทดลองแพลตฟอร์ม AR รุ่นใหม่มากกว่าตลาดผู้ใช้ทั่วไป

แต่เดโมสดครั้งนี้มีความสำคัญตรงที่มันช่วยให้เราเห็นภาพว่า สิ่งที่บริษัทเทคโนโลยีพูดกันมาหลายปีเกี่ยวกับการนำคอมพิวเตอร์ออกจากหน้าจอ แล้วนำมันเข้าไปอยู่ในโลกจริง กำลังค่อย ๆ เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น

Snap เตรียมเริ่มส่งมอบ SPECS ให้ลูกค้าในสหรัฐฯ อังกฤษ และฝรั่งเศสในช่วงปลายปี พ.ศ. 2569

คำถามต่อไปจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “แว่น AR จะทำได้หรือไม่”

แต่อาจเป็นว่า…

เมื่อไรแว่นแบบนี้จะเบา ราคาถูก และใส่ง่ายจนกลายเป็นอุปกรณ์ที่เราอยากหยิบมาใช้ทุกวันจริง ๆ

ที่มา: UploadVR / Snap