Road to VR จับ Meta VR Glasses, Meta Quest 3 และ Valve Steam Frame มาเทียบกันแบบตรง ๆ ทั้งสเปก ราคา และรูปแบบการใช้งาน เผยให้เห็นภาพตลาด VR ที่เริ่มแบ่งกลุ่มชัดเจนกว่าเดิม
Quest 3 ยังคงเน้นเกมและความง่าย Steam Frame จับสาย PC VR และผู้ใช้ที่ชอบปรับแต่ง ส่วน Meta VR Glasses เลือกแลก FOV กับน้ำหนักที่เบาลง เพื่อมุ่งไปทาง Spatial Computing และการใช้งานทั่วไปมากขึ้น
ตลาด VR ในปี พ.ศ. 2569 เริ่มน่าสนใจขึ้นอีกครั้ง เมื่อชุดเฮดเซตรุ่นใหม่ไม่ได้พยายามแข่งกันด้วยคำถามง่าย ๆ ว่า “ตัวไหนแรงกว่า” แต่เริ่มออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้ที่แตกต่างกันชัดเจน
Road to VR นำ Meta VR Glasses, Meta Quest 3 และ Valve Steam Frame มาเปรียบเทียบทั้งด้านสเปก ราคา และรูปแบบการใช้งาน โดยมองว่า Steam Frame เหมาะกับ Power User และสายปรับแต่ง, Quest 3 เหมาะกับผู้ที่ต้องการความง่ายและคลังเกมขนาดใหญ่ ส่วน Meta VR Glasses เน้น Productivity จอเสมือนส่วนตัว และการดูคอนเทนต์มากขึ้น
Quest 3 ยังยืนพื้นด้วยเกมและความง่าย
Meta Quest 3 เปิดตัวมาตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2566 แต่ยังคงเป็นชุดเฮดเซตที่มีจุดแข็งเรื่องความครบเครื่องและระบบนิเวศของ Quest
ภายในใช้ Snapdragon XR2 Gen 2, RAM 8GB พร้อมจอ LCD ความละเอียด 2,064 × 2,208 พิกเซลต่อตา รีเฟรชเรตสูงสุด 120Hz และ FOV แนวนอนประมาณ 110 องศา
Quest 3 ยังมี Color Passthrough, Hand Tracking และ Touch Plus Controller มาให้พร้อมใช้งาน รวมถึงคลังเกม Quest ที่สะสมมาต่อเนื่องหลายปี
ราคา Quest 3 รุ่น 512GB ปัจจุบันอยู่ที่ 599 ดอลลาร์ (ประมาณ 20,100 บาท) ทำให้ยังเป็นรุ่นที่มีราคาเข้าถึงได้ง่ายที่สุดในสามตัวนี้
และแม้ Meta จะพยายามขยาย Quest ไปสู่การทำงานและการใช้งานแบบ Spatial Computing มากขึ้น แต่พื้นฐานของ Quest 3 ก็ยังคงมีความเป็นเครื่องเล่นเกม VR แบบ Standalone อยู่สูง
Steam Frame จับกลุ่ม Power User และ PC VR
Valve เลือกเดินอีกเส้นทางกับ Steam Frame
แทนที่จะทำชุดเฮดเซตแบบเดียวกับ Quest บริษัทพยายามรวมความสามารถของ Standalone VR เข้ากับประสบการณ์ PC Streaming และระบบ SteamOS
Steam Frame ใช้ Snapdragon Series 8 Gen 3, RAM 16GB และมีพื้นที่เก็บข้อมูล 256GB หรือ 1TB พร้อมช่อง microSD ที่รองรับได้สูงสุด 2TB
จอเป็น LCD ความละเอียด 2,160 × 2,160 พิกเซลต่อตา รองรับรีเฟรชเรต 72–144Hz และ FOV สูงสุดประมาณ 110 องศา
จุดที่ Valve ให้ความสำคัญมากคือการ Streaming เกมจาก PC ขณะที่ตัวเครื่องเองก็สามารถรันเกมบางส่วนแบบ Standalone ได้
อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการรันเกมแบบ Standalone ยังขึ้นอยู่กับแต่ละเกม โดย Valve ใช้ระบบ Frame-certified เพื่อช่วยระบุว่าเกมใดสามารถทำงานกับ Steam Frame ได้ดี
อีกจุดที่แตกต่างจาก Quest 3 คือ Passthrough ของ Steam Frame ยังเป็นภาพขาวดำ ไม่ใช่ Color Passthrough แม้ตัวเครื่องจะมี Eye Tracking มาให้ก็ตาม
ราคาของ Steam Frame เริ่มต้นที่ 1,059 ดอลลาร์ (ประมาณ 35,600 บาท) สำหรับรุ่น 256GB และ 1,299 ดอลลาร์ (ประมาณ 43,600 บาท) สำหรับรุ่น 1TB
ราคาจึงสูงกว่า Quest 3 ค่อนข้างมาก และกลุ่มเป้าหมายก็ดูจะชัดเจนว่าเป็นผู้ใช้ที่อยู่ในระบบ Steam, PC Gaming และต้องการอิสระในการปรับแต่งมากกว่า
Meta VR Glasses เบาเพียงประมาณ 100 กรัม
รุ่นที่แตกต่างจากอีกสองตัวชัดที่สุดคือ Meta VR Glasses
Meta เปิดตัวชุดเฮดเซตรุ่นนี้ในงาน Connect 2026 โดยไม่ได้วางตำแหน่งให้เป็นเครื่องเล่นเกม VR รุ่นใหม่โดยตรง แต่ให้ความสำคัญกับ Productivity, Spatial Computing และการดูคอนเทนต์ มากขึ้น
ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่คือการแยกหน่วยประมวลผลและแบตเตอรี่ออกจากตัวแว่น
ตัว Meta VR Glasses จึงมีน้ำหนักบนศีรษะเพียงประมาณ 100 กรัม ขณะที่ Compute Puck ซึ่งมีน้ำหนักประมาณ 300 กรัม สามารถใส่ไว้ในกระเป๋าและเชื่อมต่อกับตัวแว่นผ่านสาย Optical ได้
ภายในใช้ Snapdragon XR2 Gen 3, RAM 12GB และใช้จอ Micro-OLED ความละเอียด 2,412 × 2,288 พิกเซลต่อตา รีเฟรชเรตสูงสุด 120Hz
ความละเอียดเชิงมุมอยู่ที่ประมาณ 37 PPD สูงกว่า Quest 3 ที่ประมาณ 25 PPD และ Steam Frame ที่ประมาณ 20–25 PPD
นอกจากนี้ยังมี Eye Tracking, Hand Tracking และ Color Passthrough มาให้ครบ
แต่ความเบานี้ก็มีสิ่งที่ต้องแลก
FOV ของ Meta VR Glasses เล็กลงอย่างชัดเจน
Meta VR Glasses มี FOV อยู่ที่ประมาณ 70 องศาแนวนอน × 66 องศาแนวตั้ง
ขณะที่ Quest 3 มี FOV ประมาณ 110 × 96 องศา และ Steam Frame สูงสุดประมาณ 110 องศา
นั่นหมายความว่า Meta VR Glasses ให้พื้นที่ภาพที่มองเห็นพร้อมกันน้อยกว่า Quest 3 ค่อนข้างมาก
แต่ดูเหมือนว่านี่จะเป็นการออกแบบโดยตั้งใจ
Meta เลือกลดความ Immersive บางส่วน เพื่อแลกกับชุดเฮดเซตที่เบากว่าและสามารถสวมใช้งานต่อเนื่องได้สะดวกขึ้น
จึงเห็นทิศทางชัดขึ้นว่า Meta VR Glasses ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเป็น “Quest 4 ที่เบาลง” แต่เป็นผลิตภัณฑ์อีกประเภทหนึ่งในระบบของ Meta
แม้จะรัน Horizon OS และสามารถเล่นคอนเทนต์ Quest ได้ รวมถึงรองรับ Touch Plus Controller แต่ภายในกล่องจะไม่มี Controller มาให้ โดย Meta เน้นการควบคุมผ่าน Hand Tracking และ Eye Tracking มากกว่า
ราคาของ Meta VR Glasses อยู่ที่ 1,299 ดอลลาร์ (ประมาณ 43,600 บาท) โดยมีกำหนดวางจำหน่ายในปี พ.ศ. 2570

3 ชุดเฮดเซต 3 แนวทาง
หากมองเฉพาะตัวเลข อาจดูเหมือน Meta VR Glasses, Quest 3 และ Steam Frame กำลังแข่งขันกันอยู่ในตลาดเดียวกัน
แต่เมื่อดูรูปแบบการใช้งาน ภาพกลับแตกต่างออกไป
Quest 3 ยังคงเหมาะกับการเล่นเกม VR/MR แบบ Standalone และผู้ใช้ที่ต้องการระบบที่พร้อมใช้งาน มีคลังเกมขนาดใหญ่ และราคาเข้าถึงง่ายกว่า
Steam Frame ไปทางผู้ใช้ PC, Steam และคนที่ต้องการอิสระในการปรับแต่งระบบมากขึ้น รวมถึงใช้เป็นชุดเฮดเซตสำหรับ Streaming เกมจาก PC
ส่วน Meta VR Glasses กำลังทดลองแนวคิดอีกแบบ ด้วยการลดน้ำหนักบนศีรษะให้เหลือเพียงประมาณ 100 กรัม แลกกับ FOV ที่เล็กลง แล้วหันไปให้ความสำคัญกับจอเสมือน การทำงาน ดูหนัง ดูคอนเทนต์ และ Spatial Computing มากขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจจึงอาจไม่ใช่ว่า “รุ่นไหนดีที่สุด”
แต่เป็นการที่ตลาด VR กำลังเริ่มแตกออกเป็นอุปกรณ์หลายประเภท ตามรูปแบบการใช้งานของแต่ละคน
และ Meta VR Glasses อาจเป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุดว่า ชุดเฮดเซต VR ในอนาคต ไม่จำเป็นต้องพยายามเป็นเครื่องเล่นเกมที่ Immersive ที่สุดเสมอไป
บางครั้งสิ่งที่ทำให้คนอยากใส่มันนานขึ้น อาจเป็นเรื่องง่าย ๆ อย่าง
“ทำอย่างไรให้มันเบาลง”
ที่มา: Road to VR
