RayNeo iO เปิดตัวแล้ว แว่น AI มีจอแต่ไม่มีกล้อง เบาเพียง 34 กรัม เริ่มราว 9,000 บาท
AI / Smart Glasses

RayNeo iO เปิดตัวแล้ว แว่น AI มีจอแต่ไม่มีกล้อง เบาเพียง 34 กรัม เริ่มราว 9,000 บาท

RayNeo เปิดตัว iO แว่น AI ที่เลือกเดินต่างจากตลาด ด้วยการตัดกล้องออก แต่ใส่จอ Waveguide พร้อม AI ที่ช่วยจำ แปล ประชุม และขึ้นข้อมูลตรงหน้า

ตัวแว่นหนักเพียง 34 กรัม ใช้งานได้นานสูงสุด 2 วัน ราคาเปิดตัวเริ่ม 1,996 หยวน (ประมาณ 9,000 บาท)

RayNeo เปิดตัว RayNeo iO อย่างเป็นทางการในวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2569 พร้อมนิยามผลิตภัณฑ์ว่าเป็น “Human-Enhanced AI Glasses” หรือแว่น AI ที่ออกแบบมาเพื่อเสริมความสามารถของผู้ใช้ มากกว่าจะพยายามยัดทุกฟังก์ชันลงไปในแว่น

จุดที่น่าสนใจคือ RayNeo iO เลือกแนวทางค่อนข้างต่างจากแว่น AI หลายรุ่นในตลาด

มันไม่มีกล้อง

แต่กลับมีจอแสดงผลอยู่ตรงหน้าผู้ใช้ เพื่อให้ AI ส่งข้อมูลกลับมาให้เราเห็นได้ทันที

ทำให้เหมือน “แว่น” ก่อนเป็นอุปกรณ์ไอที

RayNeo ระบุว่าหนึ่งในแนวคิดสำคัญของ iO คือ ถ้าต้องการให้คนใส่ Smart Glasses ทั้งวัน สิ่งแรกที่ต้องทำให้ได้คือมันต้องดูและใส่เหมือนแว่นปกติก่อน

RayNeo iO จึงมีน้ำหนักเริ่มต้นเพียง 34 กรัม

กรอบด้านหน้าใช้ Magnesium-Aluminum Alloy ขณะที่ขาแว่นใช้ Titanium Alloy แบบสองชั้น โดยบริเวณที่บางที่สุดของขาแว่นอยู่ที่ประมาณ 1.15 มม.

เมื่อมองจากภายนอกจึงแทบไม่ต่างจากแว่นสายตาทั่วไป

และรองรับการทำเลนส์สายตาสำหรับผู้ที่มีสายตาสั้นตั้งแต่ 0 ถึง 1,000 องศา

มีจออยู่ตรงหน้า แต่พยายามซ่อนให้เหมือนเลนส์ปกติ

RayNeo iO ใช้ระบบ Blue Lake Waveguide รุ่นใหม่ ซึ่งออกแบบด้วยโครงสร้าง Optical สามชั้นและพื้นผิว Micro-Nano หลายชั้น

พื้นที่แสดงผลมีค่าการส่งผ่านแสงมากกว่า 93% ขณะที่บริเวณอื่นของเลนส์สูงกว่า 98%

เป้าหมายคือทำให้เวลามองจากภายนอก แทบไม่เห็นว่าบนเลนส์มีระบบแสดงผลซ่อนอยู่

Optical Engine รุ่นใหม่ที่ RayNeo เรียกว่า Nano Firefly Engine มีขนาดเล็กกว่าเมล็ดถั่วแดง ทำให้สามารถซ่อนระบบแสดงผลเข้าไปในกรอบแว่นที่บางได้

ตัวจอให้ภาพเสมือนเทียบเท่าประมาณ 33 นิ้ว

ใช้ระบบแสดงผลแบบสองตา สามารถปรับระยะของภาพได้ และให้ความสว่างเข้าสู่ดวงตาสูงสุดถึง 1,800 nits เพื่อให้ยังอ่านข้อความได้แม้อยู่กลางแจ้ง

ไม่มี “กล้อง” แต่ AI ยังรับรู้สิ่งรอบตัวผ่านเสียงและบริบท

นี่อาจเป็นจุดที่ทำให้ RayNeo iO แตกต่างจากแว่น AI ที่เราเห็นกันในช่วงที่ผ่านมา

ตัวแว่น ไม่มีกล้อง

ดังนั้นมันจึงไม่ใช่แว่นสำหรับถ่ายภาพหรือวิดีโอแบบ Ray-Ban Meta หรือ RayNeo V4

แต่ RayNeo เลือกใช้ข้อมูลจากเสียง ตำแหน่ง และบริบทการใช้งาน เพื่อให้ AI เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างวัน

ภายในมีไมโครโฟน Array จำนวน 4 ตัว และ Bone Conduction Microphone อีกหนึ่งตัว พร้อม Beamforming สำหรับแยกผู้พูดในสถานการณ์ที่มีหลายคน

แนวคิดคือให้แว่นสามารถอยู่กับเราได้ตลอดวัน แล้วช่วยจัดการข้อมูลที่เกิดขึ้นรอบตัว

AI ช่วย “จำ” สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างวัน

หนึ่งในฟีเจอร์หลักคือ All-Day Intelligent Note-Taking

AI สามารถสรุปสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างวัน เช่น

  • บทสนทนาสำคัญ
  • สิ่งที่ต้องทำ
  • เนื้อหาจากการประชุม
  • นัดหมายที่พูดตกลงกันไว้

จากนั้นผู้ใช้สามารถย้อนถาม AI ได้ เช่น เมื่อวานประชุมอะไรไปบ้าง หรือมีเรื่องอะไรที่ตกลงว่าจะต้องติดตามต่อ

RayNeo ต้องการให้ AI ค่อย ๆ เข้าใจความสนใจและรูปแบบการสื่อสารของผู้ใช้จากข้อมูลที่สะสมขึ้นเรื่อย ๆ

AI สามารถขึ้นคำตอบให้ก่อนที่เราจะถาม

อีกฟีเจอร์ที่น่าสนใจคือ Real-Time Prompt Mode

ระหว่างที่กำลังสนทนา ระบบสามารถตรวจจับบริบทและคำถามที่เกิดขึ้น แล้วแสดงข้อมูลหรือคำตอบที่เกี่ยวข้องขึ้นบนจอของแว่นโดยไม่ต้องรอให้ผู้ใช้เรียก AI ก่อน

ตัวอย่างเช่น ระหว่างการสัมภาษณ์ การประชุม หรือเวลาที่มีคนถามเรื่องที่เราไม่แน่ใจ

ข้อมูลที่เกี่ยวข้องสามารถปรากฏขึ้นตรงหน้าได้ทันที

ตรงนี้น่าจะเป็นหนึ่งในแนวคิดที่อธิบายคำว่า “Human-Enhanced AI Glasses” ของ RayNeo ได้ชัดที่สุด

แปลภาษา 55 ภาษา และ 109 สำเนียง

RayNeo iO ใช้ระบบแปลภาษา BabelOS 3.0 จาก TimeCup

รองรับ 55 ภาษา และ 109 สำเนียง

ระบบใช้ AI วิเคราะห์ความหมายของประโยคก่อนแปล แทนการแปลคำต่อคำ เพื่อให้ประโยคที่ได้เป็นธรรมชาติมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมี AI Teleprompter

ข้อความสามารถเลื่อนตามความเร็วในการพูด พร้อม Highlight ตำแหน่งที่กำลังพูดอยู่ เหมาะกับการ Presentation หรือพูดต่อหน้าคนจำนวนมาก

ใช้ AI หลายโมเดล

RayNeo iO จะรองรับ AI Model หลายตัว

ช่วงแรกประกอบด้วย

DeepSeek V4 Pro
Qianwen 3.7 Max

และมีแผนเพิ่ม

Kimi K3
รวมถึง RayNeo AI Model ของบริษัทเองในอนาคต

แนวทางนี้ทำให้ตัวแว่นไม่ได้ผูกติดกับ AI Model เพียงรายเดียว

แบตสูงสุด 2 วัน

อีกเรื่องที่สำคัญมากสำหรับแว่นที่ออกแบบมาให้ใส่ทั้งวันคือแบตเตอรี่

RayNeo ระบุว่า iO สามารถใช้งานได้สูงสุดประมาณ 2 วัน

และยังมี Charging Glasses Case เป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับชาร์จตัวแว่นระหว่างใช้งาน

Privacy ถูกวางไว้เป็นส่วนหนึ่งของ Hardware

การไม่ใส่กล้องช่วยลดปัญหา Privacy ไปส่วนหนึ่งตั้งแต่ต้น

แต่ RayNeo ยังเพิ่ม Privacy Indicator บริเวณขาแว่น ซึ่งเชื่อมโยงกับ Hardware โดยตรง

เมื่อมีการใช้งานฟังก์ชันที่เกี่ยวข้องกับการบันทึกหรือแปลภาษา ไฟสถานะจะติดขึ้น และไม่สามารถปิดหรือหลีกเลี่ยงผ่าน Software ได้

สำหรับข้อมูลเสียง RayNeo ระบุว่าข้อมูลต้นฉบับจะถูกทำ Anonymization และ Desensitization บนอุปกรณ์ก่อน

ข้อมูลที่จำเป็นต้องส่งขึ้นระบบจะเป็นข้อมูลที่ผ่านกระบวนการดังกล่าวแล้ว

ผู้ใช้ยังสามารถ Export, ย้าย หรือลบข้อมูลย้อนหลังได้

ราคาเริ่มประมาณ 9,000 บาท

RayNeo iO มีราคาปกติ 2,499 หยวน (ประมาณ 11,300 บาท)

แต่ราคาเปิดตัวเริ่มต้นอยู่ที่

1,996 หยวน (ประมาณ 9,000 บาท)

และเริ่มจำหน่ายในประเทศจีนผ่าน JD.com, Tmall, Douyin รวมถึงร้านแว่นแบบ Offline

พร้อมกันนี้ RayNeo ยังเปิดตัว RayNeo V4 รุ่นความจุ 32GB ราคา 1,999 หยวน (ประมาณ 9,000 บาท) และมีราคาหลังรับเงินสนับสนุนในจีนเหลือ 1,699 หยวน (ประมาณ 7,700 บาท)

มุมมอง MaidevXR

สิ่งที่น่าสนใจของ RayNeo iO อาจไม่ใช่ว่ามันทำอะไรได้เยอะที่สุด

แต่คือ RayNeo กล้าตัดสิ่งที่หลายคนคิดว่า AI Glasses ต้องมีอย่าง “กล้อง” ออกไป

แลกกับน้ำหนักเพียง 34 กรัม ตัวแว่นที่ดูใกล้เคียงแว่นสายตาปกติ และการมีจออยู่ตรงหน้าเพื่อให้ AI สามารถส่งข้อมูลกลับมาหาเราได้โดยตรง

มันจึงอยู่คนละฝั่งกับแนวทางของ Ray-Ban Meta ที่มีกล้องและลำโพง แต่ไม่มีจอ

และก็น่าสนใจมากในช่วงที่ประเด็น Privacy ของแว่น AI เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น เพราะ RayNeo กำลังเสนออีกคำตอบหนึ่งว่า

ถ้าแว่น AI ไม่จำเป็นต้อง “มองเห็นทุกอย่างที่เราเห็น” แต่ยังสามารถ “ช่วยเราเห็นข้อมูลที่ต้องการ” ได้ มันอาจเป็นรูปแบบที่คนทั่วไปยอมใส่ทั้งวันได้ง่ายกว่า

สุดท้ายแล้ว AI Glasses ที่ชนะ อาจไม่ใช่ตัวที่ใส่เทคโนโลยีเข้าไปเยอะที่สุด

แต่อาจเป็นตัวที่ทำให้เราลืมไปเลยว่า สิ่งที่อยู่บนหน้าของเราไม่ใช่แว่นธรรมดา

ที่มา
baijiahao.baidu.com