XREAL AURA ยอดจองทะลุ 10,000 ชุด ก่อนขายจริงปลายปี ราคาอาจแตะ $1,500 แต่เมื่อดูทั้ง 6DoF, Hand Tracking, ชิป XR และ Android XR ตัวเลขนี้อาจไม่ได้เกินคาด
XREAL

XREAL AURA ยอดจองทะลุ 10,000 ชุด ก่อนขายจริงปลายปี ราคาอาจแตะ $1,500 แต่เมื่อดูทั้ง 6DoF, Hand Tracking, ชิป XR และ Android XR ตัวเลขนี้อาจไม่ได้เกินคาด

XREAL AURA แว่น AR รุ่นแรกที่ใช้ Android XR ของ Google มียอดจองทั่วโลกทะลุ 10,000 ชุดแล้ว ก่อนเปิดขายจริงช่วงปลายปี พ.ศ. 2569

แม้ราคายังไม่ประกาศ แต่ XREAL เคยวางกรอบไว้ไม่เกิน 1,500 ดอลลาร์ (ประมาณ 48,000 บาท) ซึ่งเมื่อดูฮาร์ดแวร์ทั้งระบบ ราคาในระดับนี้อาจมีเหตุผลมากกว่าที่คิด

ยอดจองทะลุ 10,000 ชุด ทั้งที่ราคาจริงยังไม่มา

XREAL ประกาศว่า XREAL AURA แว่น AR เรือธงรุ่นใหม่ของบริษัท และเป็นแว่น AR รุ่นแรกที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android XR ของ Google มียอดจองทั่วโลกทะลุ 10,000 ชุด แล้ว ก่อนกำหนดวางจำหน่ายในช่วงฤดูใบไม้ร่วง พ.ศ. 2569

XREAL ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความสนใจในช่วงแรกจากทั้งผู้ใช้งานทั่วไป นักพัฒนา และลูกค้ากลุ่มองค์กร

โปรโมชั่นจองช่วงแรกที่จ่าย 99 ดอลลาร์ (ประมาณ 3,200 บาท) เพื่อรับเครดิตมูลค่า 199 ดอลลาร์ (ประมาณ 6,400 บาท) สำหรับซื้อ AURA ถูกจองหมดแล้ว ขณะที่ปัจจุบันยังเปิดให้วางเงินจองแบบขอคืนได้ที่ 199 ดอลลาร์ (ประมาณ 6,400 บาท)

อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 10,000 ชุดนี้ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าเป็น ยอด Reservation ไม่ใช่ยอดขายจริง

เพราะ XREAL ยังไม่ได้ประกาศราคาจำหน่ายสุดท้าย และเงินจองสามารถขอคืนได้ เมื่อราคาจริงออกมา ผู้จองบางส่วนอาจตัดสินใจไม่ซื้อก็เป็นได้

ก่อนหน้านี้ XREAL ระบุเพียงว่า ราคาของ AURA จะ ไม่เกิน 1,500 ดอลลาร์ (ประมาณ 48,000 บาท ไม่รวมภาษี)

AURA ไม่ใช่แค่แว่นสำหรับสร้างจอเสมือน

XREAL AURA ยังคงใช้ระบบออปติกแบบ Birdbath เช่นเดียวกับแว่น XR หลายรุ่นของ XREAL แต่ขยายมุมมองภาพขึ้นไปถึงประมาณ 70 องศา ขณะที่น้ำหนักส่วนที่สวมบนศีรษะยังต่ำกว่า 95 กรัม

แต่ความแตกต่างสำคัญของ AURA คือ มันไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นเพียงแว่นสำหรับสร้างจอเสมือนขนาดใหญ่ เพื่อดูหนัง เล่นเกม หรือทำงานเท่านั้น

AURA รองรับทั้ง

  • 6DoF Tracking ติดตามตำแหน่งและการเคลื่อนไหวของผู้ใช้ในพื้นที่
  • Hand Tracking ใช้มือโต้ตอบกับคอนเทนต์
  • Multimodal AI
  • การทำงานร่วมกับสภาพแวดล้อมรอบตัว
  • แอพ Android ผ่าน Google Play Store
  • แอพและประสบการณ์ XR ที่พัฒนาขึ้นสำหรับ Android XR

ทั้งหมดทำงานอยู่บน Android XR ของ Google

จุดนี้ทำให้ตำแหน่งของ AURA เริ่มขยับจาก “แว่น XR สำหรับเป็นจอ” ไปสู่การเป็น Spatial Computing Device มากขึ้น

แว่นเบา เพราะไม่ได้เอาคอมพิวเตอร์ทั้งหมดไว้บนหัว

อีกแนวคิดที่น่าสนใจคือ Split Compute Architecture

แทนที่จะพยายามยัดชิปประมวลผล แบตเตอรี่ และฮาร์ดแวร์ทั้งหมดเข้าไปบนตัวแว่น XREAL แยกส่วนประมวลผลออกมาเป็น Compute Unit หรือ Puck ขนาดพกพา และเชื่อมต่อกับแว่นผ่านสาย

ระบบประกอบด้วย Qualcomm Snapdragon Reality Elite สำหรับงานประมวลผล XR และ AI และ XREAL X1S Spatial Coprocessor ที่รับหน้าที่จัดการระบบจอภาพและข้อมูลจากเซ็นเซอร์

แนวทางนี้มีข้อแลกเปลี่ยนชัดเจน

ผู้ใช้ยังต้องมีอุปกรณ์อีกชิ้นอยู่ในกระเป๋าและมีสายเชื่อมต่อกับแว่น แต่ข้อดีคือสามารถย้ายทั้งน้ำหนัก ความร้อน แบตเตอรี่ และภาระการประมวลผลส่วนหนึ่งออกจากศีรษะได้

จึงทำให้ส่วนที่สวมบนศีรษะยังมีน้ำหนักต่ำกว่า 95 กรัม

มุม MaidevXR: ถ้าขาย $1,500 จริง อาจไม่ได้แพงเกินเหตุ

ถ้ามองจากประสบการณ์ของ MaidevXR ที่ได้สัมผัสแว่น XR หลายรุ่น จะเห็นว่าทันทีที่เราเพิ่ม กล้อง เซ็นเซอร์ Hand Tracking และระบบ 6DoF เข้าไป ตัวแว่นก็ขยับไปอยู่คนละระดับกับแว่น XR ที่ทำหน้าที่เป็นจออย่างเดียวแล้ว

แว่น XR ในกลุ่มที่มีความสามารถลักษณะนี้ ราคาของตัวแว่นเองก็สามารถขึ้นไปอยู่บริเวณ 800 ดอลลาร์ (ประมาณ 25,600 บาท) ได้

แต่ AURA ยังมี Compute Unit หรือ Puck เพิ่มมาอีกหนึ่งส่วน

ถึง Puck จะไม่มีหน้าจอเหมือนโทรศัพท์ แต่ถ้าภายในต้องมีชิปประสิทธิภาพสูงสำหรับประมวลผล XR และ AI มันก็ควรถูกมองเป็น คอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็ก มากกว่าเป็นเพียงกล่องอะแดปเตอร์ของแว่น

เมื่อรวมตัวแว่น ระบบ Tracking กล้อง เซ็นเซอร์ ชิปประมวลผล และ Puck เข้าด้วยกัน หากราคาสุดท้ายของผลิตภัณฑ์ระดับนี้อยู่บริเวณ 1,500 ดอลลาร์ (ประมาณ 48,000 บาท) ก็ไม่ได้เป็นตัวเลขที่น่าประหลาดใจมากนัก

และยังมีอีกตัวแปรสำคัญคือ Google

AURA ไม่ได้ใช้ระบบปฏิบัติการเฉพาะของ XREAL แต่เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ถูกวางอยู่บนระบบนิเวศ Android XR

เมื่อเป็นผลิตภัณฑ์เรือธงที่รวมเทคโนโลยีใหม่และจับมือกับ Google ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของแพลตฟอร์ม ก็คงยากที่จะคาดหวังว่าผลิตภัณฑ์ชุดแรกจะถูกวางตำแหน่งเป็นสินค้าราคาประหยัด

ดังนั้น หากมองเฉพาะในแง่ของฮาร์ดแวร์และตำแหน่งผลิตภัณฑ์ ราคาแถว $1,500 อาจถือว่า สมเหตุผล

แต่ “สมเหตุผล” ไม่ได้แปลว่า “ขายง่าย”

ปัญหาจริงอาจไม่ใช่ว่า $1,500 แพงหรือไม่

เมื่อราคาผลิตภัณฑ์ขึ้นไปใกล้ 50,000 บาท คู่แข่งของ AURA จะไม่ได้มีเพียงแว่น XR ราคา $300–500 อีกต่อไป

ผู้บริโภคจะเริ่มถามว่า เงินประมาณ 50,000 บาท สามารถซื้ออะไรอย่างอื่นได้บ้าง

ไม่ว่าจะเป็นชุดเฮดเซต XR ระดับสูง สมาร์ตโฟนเรือธง โน้ตบุ๊ก หรืออุปกรณ์เทคโนโลยีประเภทอื่น

ดังนั้นโจทย์สำคัญของ XREAL อาจไม่ใช่การพิสูจน์ว่า

“ฮาร์ดแวร์ของ AURA มีมูลค่าถึง $1,500 หรือไม่?”

แต่คือ

“Android XR + 6DoF + Hand Tracking + AI ในแว่นที่มีน้ำหนักบนศีรษะต่ำกว่า 95 กรัม ทำอะไรได้มากพอให้คนยอมจ่าย $1,500 หรือเปล่า?”

ตรงนี้จะขึ้นอยู่กับ Android XR และ Ecosystem ของ Google อย่างมาก เพราะต่อให้ฮาร์ดแวร์ดีแค่ไหน หากประสบการณ์ใช้งานจริงและแอพยังไม่สามารถแสดงให้เห็นว่าแตกต่างจากแว่น XR รุ่นเดิมอย่างไร ราคาที่สูงขึ้นก็จะอธิบายกับผู้บริโภคได้ยาก

10,000 Reservation คือสัญญาณที่ดี แต่ราคาจริงคือบททดสอบ

ยอดจองมากกว่า 10,000 ชุด ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่น่าสนใจสำหรับ XREAL และ Android XR

อย่างน้อยมันแสดงให้เห็นว่า มีผู้ใช้ นักพัฒนา และองค์กรจำนวนหนึ่งสนใจแนวคิดของแว่น AR ที่พยายามรวมความเบาของแว่น XR เข้ากับความสามารถของ Spatial Computing

แต่ยังเร็วเกินไปที่จะเรียกตัวเลขนี้ว่าเป็นความสำเร็จด้านยอดขาย

เพราะบททดสอบจริงจะเริ่มขึ้นเมื่อ XREAL ประกาศ ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

ถ้าราคาออกมาใกล้ $1,500 ฮาร์ดแวร์อาจอธิบายได้ว่าทำไมมันถึงมีราคานี้

แต่สุดท้ายแล้ว ตลาดจะไม่ได้ตัดสิน AURA จากจำนวนชิป กล้อง หรือเซ็นเซอร์ที่ใส่มา

ตลาดจะตัดสินจากสิ่งที่มันทำได้จริง และสิ่งเหล่านั้นมีค่าพอให้คนควักเงินประมาณ 50,000 บาทหรือไม่

ตรงนี้ต่างหากที่น่าจับตามอง เมื่อ XREAL AURA เปิดขายจริงในช่วงปลายปี พ.ศ. 2569

ที่มา
roadtovr