Meta ยอมรับตรง ๆ ยุคทองเกม VR จบแล้ว
1 min read
Meta ยอมรับตรง ๆ ยุคทองเกม VR จบแล้ว
Andrew Bosworth ชี้ปัญหาจริงไม่ใช่สตูดิโอปิด แต่คือ “หาผู้เล่นใหม่ไม่ได้”
Meta เริ่มส่งสัญญาณชัดว่าโมเดลเดิมของเกม VR อาจไปไม่รอด
หลัง CTO ของบริษัทออกมายอมรับว่า “ช่วงเวลาทำเงินของเกม VR ได้หยุดลงแล้ว”
“Gravy Train” ของเกม VR ได้หยุดแล้ว
Andrew Bosworth CTO ของ Meta และหัวหน้าฝ่าย Reality Labs ออกมาตอบคำถามแฟน ๆ ในช่วง Q&A บน Instagram ตามธรรมเนียมรายสัปดาห์
หนึ่งในคำถามที่ถูกถามตรง ๆ คือ
“คุณรู้สึกไหมว่าคุณทำให้แฟนเกม VR ผิดหวัง หลังจากมีการยกเลิกโปรเจกต์และปิดสตูดิโอจำนวนมาก?”
Bosworth ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า
“จะบอกว่าผมทำให้พวกเขาผิดหวังหรือไม่ ก็ต้องให้ผู้คนเป็นคนตัดสิน”
พร้อมยกคำถามเชิงปรัชญาที่คุ้นหูว่า
“มันดีกว่าไหมที่เคยได้รักแล้วสูญเสียไป มากกว่าที่ไม่เคยได้รักเลย?”
การปรับโครงสร้าง Reality Labs
คำพูดของ Bosworth เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างของ Reality Labs ในเดือนมกราคม ปี พ.ศ. 2569 ซึ่งมีการเลย์ออฟพนักงานในฝ่าย XR ประมาณ 10%
พร้อมกับการปิดสตูดิโอเกม VR หลายแห่ง ได้แก่
- Twisted Pixel
- Armature Studio
- Sanzaru Games
Bosworth อธิบายว่า
“หลายคนที่บอกว่าผมทำให้พวกเขาผิดหวัง เพราะพวกเขารักสิ่งที่ผมเคยสร้างให้ และโกรธที่ ‘ยุคทองมันจบลงแล้ว’”
เขาเรียกช่วงเวลานั้นว่า
“The gravy train”
หรือช่วงที่เงินลงทุนในเกม VR ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งตอนนี้ได้ หยุดลงแล้ว
ปัญหาจริงไม่ใช่สตูดิโอ แต่คือ “ผู้เล่นใหม่”
อย่างไรก็ตาม Bosworth บอกว่า สิ่งที่เขามองว่าเป็น “ความล้มเหลวจริง ๆ” ไม่ใช่การปิดสตูดิโอ
แต่คือ Customer Acquisition
หรือการหาผู้ใช้ใหม่เข้าสู่โลก VR
“ผมไม่ได้ทำให้แฟนที่มีอยู่ผิดหวัง เพราะพวกเขาเป็นแฟนอยู่แล้ว
แต่คนที่บอกว่าผมล้มเหลว คือคนที่ยังไม่ได้กลายเป็นแฟน VR ทั้งที่เราหวังว่าพวกเขาจะเป็น”
ในมุมมองของเขา ความผิดพลาดคือ
Meta ยังไม่สามารถสร้าง ผลิตภัณฑ์หรือซอฟต์แวร์ที่ดึงดูดคนทั่วไปเข้าสู่ VR ได้
“ผมยังไม่ได้สร้างสิ่งที่ถูกต้อง หรือซอฟต์แวร์ที่เหมาะสม เพื่อดึงพวกเขาเข้ามาใน ecosystem”
และนี่คือสิ่งที่ Meta กำลังพยายามแก้ไข
เพื่อทำให้ VR เติบโตอย่าง ยั่งยืน
วิเคราะห์: Meta กำลังเปลี่ยนกลยุทธ์ VR
ถ้าอ่านระหว่างบรรทัด สิ่งที่ Bosworth พูดมีความหมายประมาณนี้
“ดีใจด้วยที่คุณเคยได้เล่นเกมดี ๆ ที่เราสนับสนุน เพราะมันจะไม่เกิดขึ้นแบบเดิมอีกแล้ว”
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Meta ลงทุนอย่างหนักในการสร้างเกม VR ระดับ AAA เพื่อพิสูจน์ว่า
ชุดเฮดเซตแบบ Standalone สามารถมอบประสบการณ์ระดับคอนโซลได้
แต่กลยุทธ์นี้มีปัญหาใหญ่
มันทำให้แฟนฮาร์ดคอร์พอใจ
แต่ ไม่ได้ขยายตลาด VR อย่างมีนัยสำคัญ
หรือพูดง่าย ๆ
เกมดี ๆ ไม่ได้ทำให้คนใหม่ซื้อ VR มากพอ
โมเดลใหม่: Free-to-Play และ In-App Purchase
หนึ่งในสัญญาณสำคัญคือ
ผู้ใช้วัยเด็กและวัยรุ่นกลายเป็นแหล่งรายได้หลักของ Quest
โดยเฉพาะหลังการเปิดตัว
- Meta Quest 2
- Meta Quest 3S
Meta รายงานว่า รายได้จาก In-App Purchase เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบปีต่อปี
ซึ่งเกิดขึ้นแม้ไม่มีการเปิดตัวชุดเฮดเซตรุ่นใหม่
นั่นทำให้ Meta เริ่มให้ความสำคัญกับ
- เกม Free-to-Play
- ไมโครทรานแซกชัน
- คอนเทนต์ที่เล่นระยะยาว
มากกว่าเกม Single-Player ขนาดใหญ่
Quest จะยังมีอนาคตอยู่
แม้ Meta จะลดการลงทุนในเกม First-Party แต่ไม่ได้หมายความว่าบริษัทกำลังทิ้ง VR
ปัจจุบันมีข่าวลือเกี่ยวกับชุดเฮดเซตรุ่นใหม่ เช่น
- “Griffin” – อาจเป็นผู้สืบทอดของ Quest 3
- “Puffin” หรือ “Phoenix” – ชุดเฮดเซตขนาดเล็กแบบ tethered
ซึ่งอาจเปิดตัวในช่วงประมาณ ปี พ.ศ. 2570
ในขณะเดียวกัน Quest ก็แทบไม่มีคู่แข่งจริงจังในตลาดตะวันตก ทำให้
Meta Quest 3S
มีแนวโน้มจะอยู่ในตลาดอีกหลายปี
เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับผู้ใช้ใหม่
สรุป
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจไม่ใช่การ “ถอนตัว”
แต่เป็น
“การถอยเชิงกลยุทธ์”
Meta ยังคงลงทุนใน VR มากกว่าบริษัทอื่น
รวมถึงโครงการใหม่อย่าง
- แว่นตา AR
- แว่น AI
- และอุปกรณ์รุ่นใหม่ในอนาคต
เกม VR จะยังมีอยู่
แต่โมเดลการลงทุนอาจเปลี่ยนไป
จาก
เกม AAA ที่ Meta จ่ายเงินสร้าง
ไปสู่
ระบบนิเวศที่เติบโตด้วยผู้เล่นจำนวนมาก
แทน
ที่มา
roadtovr