10 เหตุการณ์สำคัญของอุตสาหกรรม XR โลก ปี 2025 ปีแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ที่ XR ก้าวพ้นคำว่า “เทคโนโลยีแห่งอนาคต”
2 min read
10 เหตุการณ์สำคัญของอุตสาหกรรม XR โลก ปี 2025 ปีแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ที่ XR ก้าวพ้นคำว่า “เทคโนโลยีแห่งอนาคต”
ปี พ.ศ. 2568 (2025) ถูกยกให้เป็นปีที่สำคัญที่สุดของอุตสาหกรรม XR (Extended Reality) ในรอบทศวรรษ ไม่ใช่เพราะมีอุปกรณ์ใหม่จำนวนมากเปิดตัว แต่เพราะเป็นปีที่โครงสร้างของอุตสาหกรรมเริ่ม “เปลี่ยนสถานะ” อย่างแท้จริง
หาก ปี พ.ศ. 2567 (2024) คือช่วงเวลาของการเตรียมพร้อมและทดลองทิศทาง ท่ามกลางสองตัวแปรสำคัญอย่าง Spatial Computing และ AI Glasses
ปี พ.ศ. 2568 คือปีที่สองตัวแปรนี้ทำปฏิกิริยาต่อกันจนเกิด “การเปลี่ยนเชิงคุณภาพ” (Qualitative Change) ของทั้งระบบนิเวศ
หลังจากกระแส hype พุ่งสูงและฟองสบู่แตก สิ่งที่หลงเหลืออยู่ไม่ใช่ความคาดหวังลม ๆ แล้ง ๆ แต่คือเทคโนโลยีที่ใช้งานได้จริง โครงสร้างธุรกิจที่เริ่มชัดเจน และผู้เล่นรายใหญ่ที่ลงสนามอย่างจริงจัง
บทความนี้จะพาย้อนมอง 10 เหตุการณ์ระดับหมุดหมาย (Landmark Events) ที่สะท้อนทิศทางการวิวัฒน์ของอุตสาหกรรม XR โลกตลอด 365 วันที่ผ่านมา
1. Rokid จุดกระแส AI Glasses สู่สังคมกระแสหลัก
เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568
Rokid กลายเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงทั่วประเทศจีน หลังซีอีโอ Zhu Mingming ใช้แว่น AI ของบริษัทเป็นอุปกรณ์ช่วยพรีเซนต์บนเวทีประชุมเศรษฐกิจระดับเมืองหางโจว
แว่นสามารถแสดงสคริปต์และข้อความพูดแบบเรียลไทม์บนเลนส์ สร้างภาพจำว่า “แว่น AI ไม่ใช่ของเล่น แต่เป็นเครื่องมือทำงานจริง”
เหตุการณ์นี้ถูกนำเสนอโดยสื่อระดับชาติ เช่น People’s Daily และ CCTV พร้อมยอดรับชมบน Douyin รวมกว่า 1 พันล้านครั้ง
ผลกระทบตามมาคือความสนใจจากนักลงทุนและพันธมิตรเชิงอุตสาหกรรม โดย Rokid ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Lens Technology และได้รับเงินลงทุนกว่า 88 ล้านบาทหยวน ในปีเดียวกัน
Rokid Glasses กลายเป็นหนึ่งใน AI Glasses ที่ร้อนแรงที่สุดของจีน และมีการนำไปขายต่อในราคาสูงกว่าราคาทางการ

2. RayNeo X3 Pro กับเพดานใหม่ของคุณภาพภาพ AR
เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2568
Thunderbird Innovation เปิดตัว RayNeo X3 Pro ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในแว่น AR สำหรับผู้บริโภคที่ให้คุณภาพภาพดีที่สุดในตลาดโลก ณ เวลานั้น
จุดเด่นสำคัญคือ
- Micro-LED สีเต็ม (Full-color) ขนาดเล็กที่สุดในระดับ mass production
- เลนส์ diffractive waveguide แบบ etched ซึ่งให้ประสิทธิภาพเหนือกว่า nano-imprint
- ความสว่างเฉลี่ย 3,500 nits และสูงสุด 6,000 nits
เทคโนโลยี etched waveguide มีต้นทุนสูงและผลิตยาก แต่ให้คุณภาพภาพที่ดีกว่าอย่างชัดเจน ทั้งด้านสี ความสม่ำเสมอ และการควบคุมแสงรบกวน
RayNeo X3 Pro จึงถูกมองว่าเป็น “มาตรฐานใหม่” ของ AR ระดับ consumer

3. Google กลับสู่เวที XR พร้อม Android XR
ในงาน Google I/O พ.ศ. 2568
Google ประกาศเดินหน้า XR อย่างเป็นทางการอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวแพลตฟอร์ม Android XR
ไฮไลต์คือการร่วมมือกับ
- Samsung ในการพัฒนา Galaxy XR Headset
- XREAL ในโปรเจกต์ Project Aura AR Glasses


Android XR รองรับแอพ Android จาก Google Play ตั้งแต่วันแรก พร้อมเครื่องมือพัฒนาที่นักพัฒนาคุ้นเคย เช่น Android Studio, Unity และ OpenXR
นี่คือการเปลี่ยนเกมจาก “อุปกรณ์” ไปสู่ “แพลตฟอร์ม”
4. Xiaomi และการเข้ามาของค่ายมือถือ
การเปิดตัว Xiaomi AI Glasses ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2568 คือสัญญาณชัดเจนว่า
ค่ายมือถือไม่มอง AI Glasses เป็นอุปกรณ์เสริมอีกต่อไป
Xiaomi วางตำแหน่งแว่นเป็น “ประตู AI แบบพกพา” เชื่อมต่อกับ ecosystem ทั้งหมดของบริษัท
หลังจากนั้น ผู้ผลิตมือถือรายอื่น เช่น Meizu, Lenovo และ Transsion ต่างทยอยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในแนวทางเดียวกัน

5. Meta ลงทุน EssilorLuxottica เดิมพันโครงสร้างอุตสาหกรรมแว่นโลก
กลางปี พ.ศ. 2568
Meta เข้าซื้อหุ้นเกือบ 3% ใน EssilorLuxottica มูลค่าประมาณ 3.5 พันล้านดอลลาร์ (ราว 1.2 แสนล้านบาท)
ดีลนี้สะท้อนว่า AI Glasses ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือการแข่งขันด้าน “ช่องทางจำหน่าย” และโครงสร้างอุตสาหกรรมแว่นสายตาทั่วโลก

6. vivo เปิดตัว MR Spatial Computer วางตำแหน่งเป็น “ซูเปอร์เทอร์มินัล” ของหุ่นยนต์
เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568
vivo เปิดตัว vivo Vision Mixed Reality Headset (Explorer Edition) อย่างเป็นทางการ นับเป็น MR Spatial Computer ระดับไฮเอนด์รุ่นแรกของค่ายมือถือจีนรายใหญ่ที่เดินตามแนวคิด Spatial Computing แบบเดียวกับ Apple Vision Pro
อย่างไรก็ตาม vivo ย้ำชัดว่า อุปกรณ์นี้ไม่ได้ถูกพัฒนาเพื่อแข่งขันในตลาดผู้บริโภคระยะสั้น แต่ถูกวางตำแหน่งเป็น “ซูเปอร์เทอร์มินัล” ในแผนระยะยาวด้าน หุ่นยนต์ภายในบ้าน (Home Robotics)
ตัวอุปกรณ์ใช้สถาปัตยกรรมแบบแยกแบตเตอรี่ภายนอก น้ำหนักตัวเครื่องเพียง 398 กรัม ใช้เทคโนโลยี VST (Video See-Through) ขับเคลื่อนด้วยชิป Qualcomm Snapdragon XR2+ Gen 2 และระบบปฏิบัติการ OriginOS Vision
หน้าจอเป็น Micro-OLED ขนาด 1.3 นิ้ว ความละเอียด 4K ต่อข้าง ค่า PPD สูงถึง 38 ซึ่งถือว่าสูงมากในตลาด MR
การเปิดตัว vivo Vision สะท้อนมุมมองใหม่ว่า MR ไม่ได้มีบทบาทแค่ด้านความบันเทิงหรือการทำงาน แต่เป็นแกนสำคัญของระบบรับรู้ (Perception) สำหรับหุ่นยนต์ยุคถัดไป

7. Meta Ray-Ban Display เปิดตัว แว่น AI ที่ “มีจอ” อย่างจริงจังครั้งแรก
วันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568
Meta เปิดตัว Ray-Ban Meta Display ซึ่งถือเป็นแว่น AI สำหรับผู้บริโภครุ่นแรกของ Meta ที่มาพร้อม “จอแสดงผลจริง” ไม่ใช่เพียงแค่กล้องและผู้ช่วยเสียง
ตัวแว่นใช้ระบบแสดงผลแบบ LCoS ร่วมกับ geometric waveguide ความละเอียด 600×600 พิกเซล ความสว่างสูงสุด 5,000 nits และมุมมอง 20 องศา
ไฮไลต์สำคัญคือการใช้งานร่วมกับ neural wristband สำหรับควบคุมด้วยท่าทาง (gesture) ซึ่งเป็นแนวทางที่ Meta วางไว้สำหรับ smart glasses รุ่นอนาคต
ในเชิงฟังก์ชัน Ray-Ban Display ถูกออกแบบให้เป็น “AI เชิงรับรู้ภาพ” (Visual-aware AI) เช่น การช่วยนำทาง ตอบข้อความ และช่วยงานแบบ contextual ตามสิ่งที่ผู้ใช้มองเห็น
Meta ระบุชัดว่า รุ่นนี้เป็น “สะพานเชื่อม” ไปสู่ smart glasses ระดับสูงในอนาคต ไม่ใช่ปลายทาง

8. Apple เปิดตัว Vision Pro รุ่นชิป M5 ยืนยันไม่ถอนตัวจาก MR
เดือนตุลาคม พ.ศ. 2568
Apple เปิดตัว Apple Vision Pro รุ่นอัพเกรดชิป M5 อย่างเป็นทางการ โดยยังคงราคาเริ่มต้นที่ 3,499 ดอลลาร์ (ประมาณ 125,000 บาท)
การข้ามชิปรุ่น M3 และ M4 ไปใช้ M5 โดยตรง เป็นสัญญาณชัดว่า Apple ไม่ได้ลดบทบาท Vision Pro แต่กำลัง “เร่งรอบเทคโนโลยี”
ประสิทธิภาพด้าน Neural Engine และ GPU เพิ่มขึ้นเกือบ 50% ส่งผลให้รองรับรีเฟรชเรต 120Hz เป็นครั้งแรก ลดอาการเวียนหัวและภาพฉีกขาดอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ Apple ยังปรับปรุงความสบายในการสวมใส่ด้วยสายรัดแบบ Dual Knit Band ใหม่ เพื่อตอบเสียงวิจารณ์เรื่องน้ำหนักกดบนใบหน้าจากรุ่นแรก
การเปิดตัวครั้งนี้ช่วยยุติกระแสข่าวลือว่า Apple จะยกเลิกสาย MR และตอกย้ำว่า Spatial Computing ยังเป็นกลยุทธ์ระยะยาวของบริษัท

9. ByteDance พูดถึง PICO อีกครั้ง พร้อมยืนยัน MR รุ่นใหม่ในปี 2569
เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568
ByteDance ส่งสัญญาณชัดเจนถึงการกลับมาของแบรนด์ PICO หลังจากเงียบหายไปช่วงหนึ่ง
Yang Zhen รองประธานฝ่ายเทคโนโลยีของ ByteDance เปิดเผยว่า บริษัทเริ่มพัฒนาชิปสำหรับ MR ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 เพื่อแก้ปัญหา latency และ distortion โดยเฉพาะ
ชิปดังกล่าวเข้าสู่การผลิตจริงในปี พ.ศ. 2567 และผ่านเกณฑ์ทางเทคนิคทั้งหมดแล้ว
ByteDance ยืนยันว่า MR รุ่นใหม่จะเปิดตัวในปี พ.ศ. 2569
การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนว่าบริษัทไม่ได้ถอนตัวจาก XR แต่กำลังรอ “จังหวะเทคโนโลยีที่เหมาะสม” ก่อนกลับมาแข่งขันในตลาดระดับไฮเอนด์อีกครั้ง

10. Alibaba เปิดตัว Quark AI Glasses เดิมพันฮาร์ดแวร์ของโลก AI
ปลายเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568
Alibaba เปิดตัว Quark AI Glasses สองรุ่น คือ
- S1 (มีจอ Micro-LED + waveguide)
- G1 (AI Glasses แบบไม่มีจอ)
Quark S1 ใช้ Micro-LED คู่กับ diffractive waveguide น้ำหนักเพียง 51 กรัม ขับเคลื่อนด้วยสถาปัตยกรรม dual-chip (Qualcomm AR1 + Hengxuan) รองรับการใช้งาน AI แบบต่อเนื่อง
อุปกรณ์เชื่อมต่อโดยตรงกับ ecosystem ของ Alibaba เช่น Tongyi Qianwen AI, Taobao, Alipay และบริการโลคัลต่าง ๆ
นักวิเคราะห์มองว่า การเข้าสู่ตลาดของ Alibaba ไม่ได้เป็นเพียงการขายแว่น
แต่คือการสร้าง “ประตูสู่โลกจริง” (Physical Gateway) สำหรับ AI และบริการดิจิทัลทั้งหมดของบริษัท

บทสรุปภาพใหญ่ของปี พ.ศ. 2568
เหตุการณ์ทั้ง 10 ข้อสะท้อนภาพเดียวกันอย่างชัดเจนว่า
XR ในปี 2568 ไม่ใช่เทคโนโลยีทดลองอีกต่อไป
แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของโลก AI
คำถามของอุตสาหกรรมจึงไม่ใช่
“XR จะเกิดหรือไม่”
แต่เป็น
“ใครจะควบคุมฮาร์ดแวร์ที่เชื่อม AI เข้ากับชีวิตจริงได้ก่อน”
และสำหรับผู้เล่นที่ยังลังเล
ปีนี้อาจเป็น เส้นแบ่งระหว่าง ‘ผู้ตาม’ กับ ‘ผู้หลุดวง’
ที่มา
vrtuoluo