RayNeo GT กับ GT Max ต่างกันแค่ไหน? เมื่อทั้งคู่มี Native 3DoF แต่ราคาและ FOV ต่างกัน
AR / XR

RayNeo GT กับ GT Max ต่างกันแค่ไหน? เมื่อทั้งคู่มี Native 3DoF แต่ราคาและ FOV ต่างกัน

RayNeo GT และ GT Max เป็นแว่น XR Display อีกสองรุ่นที่น่าสนใจในตลาดตอนนี้ โดยเฉพาะการที่ทั้งคู่มี Native 3DoF อยู่ในตัวแว่น แม้ GT จะเป็นรุ่นราคาประหยัดกว่า แต่กลับมีความสามารถหลักหลายอย่างเหมือน GT Max ความแตกต่างสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ระบบติดตามการเคลื่อนไหว แต่อยู่ที่ FOV ขนาดภาพเสมือน และการออกแบบระบบ Optical

RayNeo GT Series มีให้เลือกสองรุ่น ได้แก่ RayNeo GT และ RayNeo GT Max โดยมีราคาช่วงโปรโมชันต่างประเทศอยู่ที่ $299 (ประมาณ 10,000 บาท) และ $399 (ประมาณ 13,300 บาท) ตามลำดับ

สำหรับราคาที่พบใน Shopee ประเทศไทย GT มีราคาเริ่มต้นที่แสดงประมาณ 13,400 บาท ส่วน GT Max พบราคาประมาณ 16,750–21,900 บาท ขึ้นอยู่กับร้านค้าและโปรโมชัน อย่างไรก็ตาม ราคา GT ดังกล่าวมาจากรายการสินค้าที่รวมตัวเลือก GT และ GT Max จึงต้องตรวจสอบราคาของรุ่นที่เลือกอีกครั้ง

ทั้งสองรุ่นมี Native 3DoF ในตัว

หนึ่งในความสามารถสำคัญของ RayNeo GT Series คือระบบ Native 3DoF ซึ่งทำงานผ่านฮาร์ดแวร์ภายในแว่น โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่ออุปกรณ์ประมวลผลเสริมเพื่อใช้งานระบบติดตามการหมุนศีรษะ

ทั้ง GT และ GT Max รองรับการแสดงผล 3 รูปแบบ ได้แก่

  • Follow: จอเสมือนเคลื่อนตามศีรษะ เหมาะกับการใช้งานทั่วไป
  • Steady: ช่วยลดการสั่นไหวของภาพจากการเคลื่อนไหวศีรษะ ทำให้รับชมได้สบายขึ้น
  • Pinned: ตรึงมุมมองจอเสมือนไว้ในพื้นที่ เมื่อหันศีรษะออกไป จอจะไม่เคลื่อนตาม

ความสามารถนี้ทำให้ผู้ใช้สามารถสร้างประสบการณ์ Spatial Display ได้จากตัวแว่นโดยตรง ต่างจากแว่น XR Display หลายรุ่นที่ต้องพึ่งซอฟต์แวร์หรืออุปกรณ์เสริมในการเปิดใช้งาน 3DoF

อย่างไรก็ตาม 3DoF เป็นการติดตามการหมุนศีรษะ ไม่ใช่การติดตามตำแหน่งการเคลื่อนที่แบบ 6DoF

เปรียบเทียบสเปก RayNeo GT และ GT Max

แม้ชื่อรุ่น Max จะสื่อถึงความสามารถที่สูงกว่า แต่เมื่อพิจารณาสเปกจะพบว่าทั้งสองรุ่นใช้เทคโนโลยีหลักหลายส่วนร่วมกัน

ขนาดภาพเสมือนเป็นค่าที่ผู้ผลิตระบุ ซึ่งขึ้นอยู่กับรูปแบบการแสดงผลและระยะอ้างอิง ไม่ใช่ขนาดของจอจริงภายในแว่น

FOV 46° กับ 59° ต่างกันอย่างไร?

ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ Field of View หรือ FOV

RayNeo GT มี FOV 46° ขณะที่ GT Max ขยายเป็น 59° ทำให้ภาพเสมือนกินพื้นที่การมองเห็นมากกว่า

ในทางปฏิบัติ GT Max จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการภาพขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการดูภาพยนตร์หรือเล่นเกมที่ต้องการความรู้สึกเต็มตา

แต่ FOV ที่กว้างกว่าไม่ได้หมายความว่าภาพจะคมชัดกว่าเสมอไป

เนื่องจากทั้งสองรุ่นมีความละเอียดเท่ากันที่ 1920×1080 พิกเซลต่อตา RayNeo GT จึงมีความหนาแน่นพิกเซลต่อองศา หรือ PPD สูงกว่าที่ 49 PPD ขณะที่ GT Max อยู่ที่ 38 PPD

กล่าวคือ GT ใช้จำนวนพิกเซลเท่ากันภายใน FOV ที่แคบกว่า ส่วน GT Max กระจายพิกเซลออกไปบนพื้นที่การมองเห็นที่กว้างขึ้น

ดังนั้น GT อาจมีข้อได้เปรียบในการแสดงรายละเอียดขนาดเล็ก เช่น ตัวอักษรและองค์ประกอบบนหน้าจอ ขณะที่ GT Max ได้เปรียบด้านขนาดภาพและความรู้สึกสมจริงในการรับชม ทั้งนี้ความคมชัดที่รับรู้จริงยังขึ้นอยู่กับคุณภาพเลนส์ ตำแหน่งดวงตา และการปรับแว่นให้เหมาะสมด้วย

GT Max มีตัวเลือก IPD มากกว่า

อีกประเด็นสำคัญคือระยะห่างระหว่างรูม่านตา หรือ IPD

RayNeo GT ออกแบบระบบ Optical สำหรับ IPD คงที่ 64 มม. ขณะที่ GT Max มีตัวเลือกขนาด S, M และ L เพื่อรองรับผู้ใช้ที่มีช่วง IPD แตกต่างกัน

การเลือกขนาดให้เหมาะกับ IPD มีความสำคัญกับแว่น XR เพราะหากตำแหน่งดวงตาไม่ตรงกับจุดที่ระบบ Optical ออกแบบไว้ อาจทำให้มองขอบภาพไม่ครบ เกิดภาพเบลอบริเวณขอบ หรือใช้งานแล้วไม่สบายตา

จุดนี้จึงเป็นข้อได้เปรียบของ GT Max นอกเหนือจาก FOV ที่กว้างกว่า โดยเฉพาะสำหรับผู้ใช้ที่มี IPD ไม่ใกล้เคียงกับ 64 มม.

จอ Micro-OLED, 10-bit และระบบประมวลผลภาพ

RayNeo GT Series ใช้จอ Micro-OLED แบบ Native 10-bit พร้อมเทคโนโลยี PWM Dimming ความถี่สูง 3840Hz ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยลดการรับรู้การกะพริบของภาพ

นอกจากนี้ยังมีชิปประมวลผลภาพ Vision 4000 และระบบแปลงคอนเทนต์ SDR เป็น HDR เพื่อปรับปรุงการแสดงผลของภาพ

สำหรับ Dolby Vision มีการรองรับผ่านการทำงานร่วมกับอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ที่เข้ากันได้ของ RayNeo ไม่ใช่การรับประกันว่าทุกอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อจะสามารถแสดงผล Dolby Vision ได้ทันที

อย่างไรก็ตาม จากการทดสอบ RayNeo GT ของ Android Central มีข้อสังเกตว่าเมื่อใช้งาน 3DoF ระบบแสดงผลจะใช้เทคนิค Low-persistence ซึ่งอาจทำให้ผู้ที่ไวต่อการกะพริบของภาพรู้สึกไม่สบายตาได้

ระบบเสียง Open-ear 4 ลำโพง

ทั้ง GT และ GT Max ใช้ระบบเสียง Open-ear จำนวน 4 ลำโพง ที่พัฒนาร่วมกับ Bang & Olufsen (B&O)

ระบบเสียงลักษณะนี้ช่วยให้ผู้ใช้รับฟังเสียงจากแว่นพร้อมกับยังรับรู้เสียงจากสภาพแวดล้อมภายนอกได้

จากประสบการณ์ทดสอบของ Android Central ระบบเสียงของ GT ได้รับการปรับปรุงจากแว่น RayNeo รุ่นก่อนหน้า โดยให้ระดับเสียงและคุณภาพที่เหมาะกับการดูภาพยนตร์และใช้งานทั่วไป

ข้อจำกัดที่ควรทราบ: ไม่มี Electrochromic Dimming

แม้ GT Series จะมีเทคโนโลยีภาพและระบบติดตามศีรษะที่น่าสนใจ แต่ทั้งสองรุ่นไม่มี Electrochromic Dimming หรือระบบปรับความมืดของเลนส์ด้วยไฟฟ้า

ข้อจำกัดนี้อาจส่งผลต่อการใช้งานในพื้นที่ที่มีแสงสว่างมาก เพราะแสงจากภายนอกสามารถลอดผ่านเลนส์เข้ามารบกวนภาพจากจอ Micro-OLED ได้

ผู้ใช้ที่ต้องการความดำและ Contrast สูงสุดจึงอาจจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ Light Blocker เพื่อช่วยปิดกั้นแสงภายนอก

ราคาจำหน่ายในต่างประเทศและประเทศไทย

ราคาปกติที่ RayNeo ระบุสำหรับ GT อยู่ที่ $329 หรือประมาณ 11,000 บาท ส่วน GT Max อยู่ที่ $429 หรือประมาณ 14,300 บาท

สำหรับราคาโปรโมชันที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ RayNeo มีดังนี้

  • RayNeo GT: $299 หรือประมาณ 10,000 บาท
  • RayNeo GT Max: $399 หรือประมาณ 13,300 บาท

เมื่อสำรวจรายการสินค้าใน Shopee ประเทศไทย พบราคาเริ่มต้นที่แสดงสำหรับรายการ GT/GT Max ประมาณ 13,400 บาท และรายการ GT Max จากร้านค้าต่าง ๆ ประมาณ 16,750–21,900 บาท

ราคาดังกล่าวเป็นราคาที่ผู้ขายแต่ละรายกำหนด ไม่ใช่ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย และอาจเปลี่ยนแปลงตามโปรโมชัน ตัวเลือกสินค้า และช่วงเวลาที่สั่งซื้อ

RayNeo GT หรือ GT Max รุ่นไหนน่าสนใจกว่า?

หากพิจารณาเฉพาะความสามารถหลัก ทั้งสองรุ่นมีความใกล้เคียงกันมาก ไม่ว่าจะเป็นความละเอียดจอ Refresh Rate ระบบเสียง หรือ Native 3DoF

RayNeo GT เหมาะกับผู้ที่ต้องการแว่น XR น้ำหนักเบา ให้ความสำคัญกับความหนาแน่นพิกเซล และไม่จำเป็นต้องใช้ FOV ขนาดใหญ่มาก โดยเฉพาะผู้ที่มี IPD ใกล้เคียงกับค่าที่แว่นออกแบบไว้

ส่วน RayNeo GT Max เหมาะกับผู้ที่ต้องการภาพเสมือนขนาดใหญ่ FOV กว้างถึง 59° และมีตัวเลือกขนาดแว่นให้เหมาะกับ IPD มากขึ้น

ความแตกต่างของราคา $100 จึงไม่ได้เป็นการจ่ายเพิ่มเพื่อให้ได้ Native 3DoF หรือจอที่มีความละเอียดสูงกว่า แต่เป็นการจ่ายเพื่อระบบ Optical ที่ให้พื้นที่การมองเห็นกว้างขึ้นและความเหมาะสมกับสรีระผู้ใช้ที่หลากหลายกว่า

มุมมอง Maidev XR

สิ่งที่น่าสนใจของ RayNeo GT Series ไม่ได้อยู่เพียงแค่ FOV 59° ของรุ่น Max แต่เป็นการที่รุ่น GT ซึ่งมีราคาโปรโมชัน $299 ก็มี Native 3DoF ในตัวเช่นเดียวกัน

ในช่วงที่ผ่านมา แว่น XR Display หลายรุ่นจำเป็นต้องพึ่งอุปกรณ์เสริมหรือซอฟต์แวร์เพื่อใช้งานระบบตรึงจอในพื้นที่ แต่การที่ผู้ผลิตเริ่มนำความสามารถดังกล่าวมาไว้ในตัวแว่นระดับราคา $300 สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการพัฒนาของตลาด

ขณะเดียวกัน การเปรียบเทียบ GT กับ GT Max ยังแสดงให้เห็นว่า FOV ที่ใหญ่กว่าไม่ได้หมายถึงคุณภาพที่เหนือกว่าในทุกด้าน เพราะความหนาแน่นพิกเซล น้ำหนัก และความเหมาะสมกับ IPD ล้วนมีผลต่อประสบการณ์ใช้งานจริง

สุดท้ายแล้ว การเลือกแว่น XR จึงไม่ควรดูเพียงตัวเลขขนาดจอเสมือนหรือ FOV แต่ควรพิจารณาทั้งความคมชัด ความสบายในการสวมใส่ และรูปแบบการใช้งานเป็นหลัก

การที่ Native 3DoF เริ่มเข้ามาอยู่ในแว่น XR ระดับ $299 อาจเป็นอีกก้าวที่ทำให้ความสามารถนี้กลายเป็นมาตรฐานพื้นฐานของแว่น XR Display ในอนาคต


แหล่งข้อมูล

หมายเหตุ: ราคาต่างประเทศและราคาจาก Shopee เป็นข้อมูลที่ตรวจพบในช่วงสำรวจ ราคาและโปรโมชันอาจเปลี่ยนแปลงได้