VITURE Pro 2 เปิดตัวในไทย เบาเพียง 63 กรัม แต่พกจอเสมือน 147 นิ้ว ภาพสว่างสูงสุด 1600 นิต ภาพคมชัด มุมมองกว้าง 50° พร้อมรองรับแปลง 2D เป็น 3D แบบเรียลไทม์
1 min read
VITURE Pro 2 เปิดตัวในไทย เบาเพียง 63 กรัม แต่พกจอเสมือน 147 นิ้ว ภาพสว่างสูงสุด 1600 นิต ภาพคมชัด มุมมองกว้าง 50° พร้อมรองรับแปลง 2D เป็น 3D แบบเรียลไทม์
VITURE ฉลองครบรอบ 5 ปีด้วย VITURE Pro 2 แว่น XR แบบจอตามหน้ารุ่นใหม่ มาพร้อมจอเสมือนขนาดประมาณ 147 นิ้ว ความสว่าง 1,600 nits และน้ำหนักเพียง 63 กรัม
รอบนี้บริษัทไม่ได้เน้นเพียงการสร้างความประทับใจใน 3 นาทีแรก แต่พยายามตอบคำถามสำคัญกว่าเดิมว่า เมื่อใส่ไปถึงชั่วโมงที่สาม ผู้ใช้จะยังรู้สึกสบายและอยากใช้งานต่อหรือไม่

ช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดของแว่น XR มักเกิดขึ้นในไม่กี่นาทีแรกหลังจากสวมใส่
จอขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นตรงหน้า ภาพยนตร์ เกม และหน้าจอคอมพิวเตอร์ถูกขยายจนให้ความรู้สึกเหมือนมีโรงภาพยนตร์ส่วนตัวที่พกใส่กระเป๋าได้
แต่หลังจากความตื่นเต้นเริ่มลดลง สิ่งที่ผู้ใช้สนใจจะเปลี่ยนไปทันที
ข้อความตรงขอบจอยังคมชัดหรือไม่ แว่นปรับสายตาของแต่ละข้างแยกจากกันได้หรือเปล่า และต้องใช้เวลานานแค่ไหนก่อนที่จมูก ใบหู หรือขมับจะเริ่มส่งสัญญาณว่าอยากถอดแว่นออก
นี่คือโจทย์หลักของ VITURE Pro 2 ซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ตรงกับวาระครบรอบ 5 ปีของ VITURE
แทนที่จะพยายามพิสูจน์ว่าแว่นรุ่นใหม่มีสเปกแรงเพียงใด VITURE เลือกตอบคำถามที่มีผลต่อการใช้งานจริงมากกว่า นั่นคือผู้ใช้สามารถสวมแว่นได้นานขึ้นหรือไม่
แว่นจอตามหน้าที่เน้นการใช้งานจริง
VITURE Pro 2 ไม่ใช่แว่น AR เต็มระบบที่มีกล้อง ระบบประมวลผล หรือการติดตามตำแหน่งแบบ 6DoF อยู่ภายในตัวแว่น
ผลิตภัณฑ์นี้เป็น แว่น XR แบบจอตามหน้า ที่เชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นเกมพกพา หรืออุปกรณ์ที่รองรับ DisplayPort ผ่าน USB-C เพื่อแสดงภาพจากอุปกรณ์บนจอเสมือนขนาดใหญ่
จอเสมือนมีขนาดประมาณ 147 นิ้ว เมื่อมองจากระยะราว 3 เมตร พร้อมมุมมองภาพหรือ FOV 50 องศา เหมาะสำหรับการดูหนัง เล่นเกม ทำงาน และใช้งานเป็นจอส่วนตัวระหว่างเดินทาง
แนวทางของ VITURE ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมาแตกต่างจากแว่นอัจฉริยะที่เน้นกล้อง ผู้ช่วยเสียง และ AI เพราะบริษัทยังคงมุ่งพัฒนาสิ่งเดิมอย่างต่อเนื่อง นั่นคือทำให้จอที่อยู่ตรงหน้าคมชัดขึ้น เบาขึ้น และเหมาะกับการสวมใส่เป็นเวลานานขึ้น

ความคมชัดไม่ได้วัดเฉพาะกลางจอ
การแข่งขันในตลาดแว่น XR ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเต็มไปด้วยตัวเลข ทั้งความละเอียด ความสว่าง อัตรารีเฟรช และมุมมองภาพ
แต่ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้ตอบคำถามทั้งหมด
สิ่งที่มีผลต่อการใช้งานจริงมากกว่าคือ เมื่อผู้ใช้มองออกจากกลางจอไปยังขอบภาพ ข้อความ เมนู และเส้นต่าง ๆ ยังอ่านได้ชัดเจนหรือไม่
เวลารับชมภาพยนตร์ ผู้ใช้มักมองไปที่ตัวละครหรือวัตถุหลักบริเวณกลางภาพ ความเบลอเล็กน้อยตรงขอบจอจึงอาจสังเกตได้ยาก
แต่เมื่อนำแว่นมาเปิดเว็บไซต์ อ่านเอกสาร ดูตาราง หรือใช้งานหลายหน้าต่าง ผู้ใช้ต้องมองไปยังพื้นที่รอบจอบ่อยขึ้น หากตัวอักษรตรงขอบถูกยืด บิด หรือเบลอ ดวงตาจะต้องใช้ความพยายามในการเพ่งมากขึ้น และความแตกต่างนี้จะยิ่งชัดเจนเมื่อใช้งานเป็นเวลานาน
VITURE Pro 2 ใช้จอ Sony MicroOLED ขนาด 0.55 นิ้ว ความละเอียด 1920 × 1080 พิกเซลต่อตา รองรับอัตรารีเฟรชสูงสุด 120Hz ความสว่างสูงสุด 1,600 nits และ FOV 50 องศา
VITURE เรียกระบบการแสดงผลรุ่นนี้ว่า UltraClarity 3.0 โดยเน้นการรักษาความคมชัดและรูปทรงของภาพให้สม่ำเสมอทั่วทั้งจอ ไม่ได้ปรับปรุงเพียงบริเวณกึ่งกลางภาพเท่านั้น

เมื่อสายตาเคลื่อนจากกลางจอไปยังคำบรรยาย เมนู หรือหน้าต่างบริเวณขอบ การเปลี่ยนแปลงของความคมชัดและรูปทรงควรดูต่อเนื่องขึ้น เส้นแนวนอนและแนวตั้งของตัวอักษรมีความสม่ำเสมอมากกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม ภาพที่แต่ละคนมองเห็นอาจแตกต่างกันตามระยะห่างระหว่างดวงตา รูปหน้า ตำแหน่งการสวมใส่ ค่าสายตา และการปรับแว่น ความละเอียดสูงจึงไม่ได้หมายความว่าผู้ใช้ทุกคนจะเห็นภาพคมชัดเหมือนกันในทุกตำแหน่ง
น้ำหนัก 63 กรัม ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลข
VITURE ระบุว่า Pro 2 เบาลงประมาณ 20% และกรอบบางลงประมาณ 16% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า โดยมีน้ำหนักทางการเพียง 63 กรัม

การลดน้ำหนักของแว่น XR ไม่ได้หมายถึงการนำชิ้นส่วนออกเพียงอย่างเดียว เพราะภายในกรอบยังต้องมีจอ ชุดออปติก ลำโพง และระบบเชื่อมต่อต่าง ๆ
แม้น้ำหนักรวมจะลดลง แต่หากจุดศูนย์ถ่วงยังเทไปด้านหน้า แรงกดบนสันจมูกก็อาจไม่ได้ลดลงตามสัดส่วน ดังนั้นน้ำหนักจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่ง สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการกระจายแรงกดและความสามารถในการปรับให้เข้ากับรูปหน้าของผู้ใช้
VITURE Pro 2 มาพร้อมแป้นจมูกที่ปรับได้ 7 ตำแหน่ง ขาแว่นรองรับการกางเข้าและออกประมาณ 36 องศา และสามารถปรับระดับในแนวตั้งได้ 3 ตำแหน่ง คิดเป็นมุมประมาณ 12 องศา
การปรับเหล่านี้ช่วยเลื่อนภาพให้อยู่ในตำแหน่งที่เป็นธรรมชาติกับสายตา ลดปัญหาภาพอยู่สูงหรือต่ำเกินไป รวมถึงช่วยลดแรงบีบบริเวณขมับและแรงกดบนสันจมูก
แทนที่ผู้ใช้จะต้องเงยหรือก้มศีรษะเพื่อให้เห็นภาพเต็มจอ สามารถเริ่มจากการปรับแป้นจมูกและขาแว่นให้เหมาะกับใบหน้าก่อนได้
ปรับสายตาสั้นแยกซ้ายและขวาได้
อีกหนึ่งอุปสรรคของผู้มีสายตาสั้นก่อนเริ่มใช้แว่น XR คือการต้องตรวจสอบว่าจำเป็นต้องสั่งตัดเลนส์เพิ่มเติมหรือไม่
เลนส์สายตาภายนอกสามารถรองรับค่าสายตาที่ซับซ้อนได้มากกว่า แต่เพิ่มทั้งขั้นตอนการตรวจสายตา การสั่งผลิต การติดตั้ง น้ำหนัก และภาระในการทำความสะอาด
สำหรับอุปกรณ์ที่เน้นการหยิบขึ้นมาแล้วใช้งานได้ทันที ยิ่งต้องเตรียมอุปกรณ์หลายขั้นตอน โอกาสที่แว่นจะถูกเก็บไว้โดยไม่ได้ใช้งานก็ยิ่งสูงขึ้น
VITURE Pro 2 มีวงแหวนปรับค่าสายตาสั้นแยกสำหรับดวงตาซ้ายและขวา รองรับตั้งแต่ 0.0D ถึง -5.0D

ผู้ใช้สามารถหมุนปรับแต่ละข้างให้ตรงกับค่าสายตาของตัวเองได้ โดยไม่ต้องใช้ค่าเดียวกันกับดวงตาทั้งสองข้าง
สำหรับผู้ที่มีเพียงสายตาสั้นและมีค่าสายตาอยู่ในช่วงที่รองรับ สามารถหยิบแว่นขึ้นมา ปรับโฟกัส และเริ่มใช้งานได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งเลนส์เสริม
แต่ผู้ที่มีสายตาเอียง ค่าสายตาซับซ้อน หรือค่าสายตาเกินช่วงที่รองรับ อาจยังจำเป็นต้องใช้กรอบเลนส์สายตาเพิ่มเติม
VITURE ยังระบุว่าออปติกของ Pro 2 ได้รับการออกแบบให้เหมาะกับการใช้งานต่อเนื่อง และผ่านการรับรอง SGS A+ Low Visual Fatigue อย่างไรก็ตาม ความสบายตายังคงขึ้นอยู่กับความพอดีของแว่น ระดับความสว่าง ระยะเวลาการใช้งาน และสภาพสายตาของแต่ละคน
SpaceWalker ทำให้แว่นไม่ได้มีเพียงจอเดียว
แม้ VITURE Pro 2 จะไม่มีระบบประมวลผลและ 3DoF แบบอิสระภายในตัวแว่น แต่สามารถใช้งานความสามารถเพิ่มเติมผ่าน SpaceWalker บนอุปกรณ์ที่รองรับ
ผู้ใช้สามารถเปิดจอเสมือนแบบอัลตราไวด์ ใช้งานหลายหน้าต่าง หรือเปิดโหมดจอตรึงตำแหน่งบน Mac, Windows, Android และ iOS ตามข้อจำกัดของอุปกรณ์และเวอร์ชันซอฟต์แวร์
ในงานแบบหลายหน้าจอ ความคมชัดตรงขอบภาพมีความสำคัญมากขึ้น เพราะผู้ใช้ต้องกวาดสายตาระหว่างหน้าต่าง หากข้อความบริเวณขอบอ่านยาก ฟีเจอร์หลายจออาจเหมาะเพียงสำหรับการสาธิต มากกว่าการนำไปทำงานจริง

นอกจากระบบจอเสมือนแล้ว VITURE ยังขยายการใช้งานคอนเทนต์ 3D ผ่าน Immersive 3D ซึ่งสามารถแปลงภาพ วิดีโอ และเกม 2D ให้มีมิติแบบ 3D บนอุปกรณ์ที่รองรับ รวมถึงรับชม Spatial Video ที่ถ่ายจาก iPhone ได้
ผลลัพธ์ที่ได้จะขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของอุปกรณ์ เวอร์ชันซอฟต์แวร์ และประเภทของคอนเทนต์
จากการปรับปรุง SpaceWalker รอบนี้พัฒนาแบบก้าวกระโดดประสบการณ์แปลง 2D เป็น 3D ที่ Real3D ยังต้องหันมามอง
ระบบแปลง 2D เป็น 3D มีหลายระดับ
VITURE แบ่งแนวทางการแปลงคอนเทนต์ 2D เป็น 3D ออกเป็นหลายรูปแบบ
บนสมาร์ตโฟน Immersive 3D จะทำงานผ่าน SpaceWalker โดยใช้พลังประมวลผลจากโทรศัพท์ และจำกัดการใช้งานอยู่ภายในแอพ
บนคอมพิวเตอร์จะมีซอฟต์แวร์สำหรับเรียกใช้พลังประมวลผลจากกราฟิกการ์ด ทำให้สามารถแปลงเดสก์ท็อป เว็บไซต์ วิดีโอ และเกมบางประเภทได้
ส่วน Auto Immersive 3D บน Neckband Pro จะใช้พลังประมวลผลจากอุปกรณ์โดยตรง ทำงานในระดับระบบ Android และครอบคลุมทั้งเครื่องเล่นวิดีโอ แกลเลอรี สตรีมมิง และเกม

ระบบเหล่านี้ทำให้แว่นหนึ่งตัวสามารถนำไปใช้กับคอนเทนต์ได้หลากหลายขึ้น แต่ก็มีข้อแลกเปลี่ยน เพราะผู้ใช้ต้องตรวจสอบความเข้ากันได้ของอุปกรณ์ ความเสถียรของซอฟต์แวร์ และอุปกรณ์เสริมที่ต้องใช้ร่วมกัน
จากแว่นเล่นเกมสู่ระบบนิเวศหลายอุปกรณ์
ตลอดระยะเวลา 5 ปี เส้นทางผลิตภัณฑ์ของ VITURE เริ่มต้นจากกลุ่มผู้เล่นเกม ก่อนขยายไปสู่การดูคอนเทนต์ การทำงาน และการใช้งานแบบหลายหน้าจอ

VITURE One เปิดตัวในปี พ.ศ. 2565 ก่อนเริ่มส่งมอบในปี พ.ศ. 2566 ตามมาด้วย VITURE Pro ในปี พ.ศ. 2567 และตระกูล Luma ในปี พ.ศ. 2568 ซึ่งเพิ่มความสามารถด้าน 6DoF และการควบคุมด้วยท่าทาง
ช่วงต้นปี พ.ศ. 2569 บริษัทเปิดตัว VITURE Beast ที่ขยับภาพลักษณ์จากแว่นสำหรับเกมและความบันเทิงไปสู่การทำงานแบบพกพามากขึ้น
ส่วน VITURE Pro 2 ไม่ได้พยายามเพิ่มฟีเจอร์ทุกอย่างลงในตัวแว่น แต่เลือกนำประสบการณ์ด้านจอภาพ ออปติก และความสบายที่พัฒนามาตลอด 5 ปี มารวมไว้ในแว่นที่เหมาะกับการใช้งานประจำวันมากกว่าเดิม
แนวคิดของระบบนิเวศ VITURE มีการแบ่งหน้าที่ค่อนข้างชัดเจน ตัวแว่นทำหน้าที่แสดงผล สมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นเกม และ Neckband Pro ทำหน้าที่ประมวลผล ขณะที่ Mobile Dock และอุปกรณ์เชื่อมต่อต่าง ๆ ดูแลการส่งสัญญาณ
SpaceWalker ทำหน้าที่จัดการจอเสมือน อัลตราไวด์ หลายหน้าต่าง และความสามารถแบบ 3DoF โดยผู้ใช้สามารถย้ายระหว่างแพลตฟอร์มได้โดยไม่ต้องเรียนรู้ระบบใหม่ทั้งหมด
VITURE ยังมีชุด Pro 2 ที่ใช้งานร่วมกับ Mobile Dock Pro สำหรับเชื่อมต่อกับ Nintendo Switch 2 โดยตรง รองรับการเล่นเกมผ่านจอเสมือนขนาดใหญ่โดยไม่ต้องพึ่งจอมอนิเตอร์ภายนอก
แว่น XR ต้องลองสวมจริง
แว่น XR แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ไอทีทั่วไป เพราะประสบการณ์หลายอย่างไม่สามารถตัดสินได้จากสเปกเพียงอย่างเดียว
แม้ผู้ใช้สองคนจะทดลองแว่นที่มี FOV 50 องศาเท่ากัน แต่ภาพที่เห็นอาจแตกต่างตามระยะห่างระหว่างดวงตา ความสูงของสันจมูก รูปหน้า ค่าสายตา และตำแหน่งของใบหู
สำหรับบางคน การทดลองสวมเพียงไม่กี่นาทีอาจให้ข้อมูลมากกว่าการเปรียบเทียบตัวเลขบนเว็บไซต์หลายหน้า
นี่เป็นเหตุผลที่ VITURE เริ่มขยายพื้นที่ทดลองสินค้าและช่องทางออฟไลน์ในหลายประเทศ รวมถึงพื้นที่ทดลอง XR ในประเทศจีน เพื่อให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบก่อนซื้อว่าแว่นเหมาะกับใบหน้าและค่าสายตาหรือไม่ รวมถึงเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่ใช้อยู่ได้จริงเพียงใด

โปรโมชั่นเปิดตัวในประเทศไทย
VITURE Pro 2 เริ่มทำตลาดในประเทศไทยผ่าน VITURE Official Store พร้อมแคมเปญ 8.8 ระหว่างวันที่ 7 สิงหาคม เวลา 20:00 น. ถึงวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569
สิทธิพิเศษตามภาพประชาสัมพันธ์ประกอบด้วยการขยายระยะเวลารับประกันเป็น 2 ปี จากปกติ 1 ปี รองรับการผ่อนชำระ 0% สูงสุด 10 เดือน รวมถึงคูปองและบริการจัดส่งฟรีตามเงื่อนไขของแพลตฟอร์ม
ราคา ส่วนลด และเงื่อนไขรับประกันอาจแตกต่างกันตามช่วงเวลา ผู้ซื้อควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากร้าน VITURE Official Store ก่อนสั่งซื้อ

สรุป
VITURE Pro 2 ไม่ได้พยายามประกาศว่าเทคโนโลยี XR เดินทางมาถึงจุดสมบูรณ์แล้ว
สิ่งที่รุ่นนี้พยายามทำคือการลดอุปสรรคเล็ก ๆ ซึ่งมักทำให้ผู้ใช้ถอดแว่นออกเร็วกว่าที่ตั้งใจ
ตัวแว่นน้ำหนัก 63 กรัมช่วยลดภาระบนใบหน้า ระบบปรับสายตาแยกสองข้างทำให้ผู้มีสายตาสั้นบางส่วนไม่ต้องติดตั้งเลนส์เพิ่มเติม ขณะที่ UltraClarity 3.0, SpaceWalker และ Immersive 3D เพิ่มโอกาสให้แว่นถูกหยิบขึ้นมาใช้งานมากกว่าเพียงการดูภาพยนตร์เป็นครั้งคราว
แต่ละอย่างเมื่อแยกออกจากกันอาจดูเป็นเพียงตัวเลขหรือฟีเจอร์หนึ่งรายการ ทว่าเมื่อนำมารวมกัน สิ่งเหล่านี้คือคำตอบของ VITURE ต่อคำถามสำคัญของตลาดแว่น XR ในปัจจุบัน
การแข่งขันอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าแว่นรุ่นใดทำให้ผู้ใช้รู้สึกว้าวที่สุดใน 3 นาทีแรกอีกต่อไป แต่อยู่ที่ว่าแว่นรุ่นใดจะทำให้ผู้ใช้มีเหตุผลในการถอดออกน้อยที่สุดหลังจากผ่านไป 3 ชั่วโมงครับ