Valve ลดเกณฑ์ Steam Frame Verified แบบเงียบ ๆ จาก 90 FPS เหลือ 72 FPS พร้อมล็อกความละเอียดขั้นต่ำ
1 min read
Valve ลดเกณฑ์ Steam Frame Verified แบบเงียบ ๆ จาก 90 FPS เหลือ 72 FPS พร้อมล็อกความละเอียดขั้นต่ำ
เกม VR แบบ Standalone อาจได้รับตรา Verified ง่ายขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า Valve ปล่อยเรื่องคุณภาพ
เพราะเกณฑ์ใหม่ยังบังคับทั้งเฟรมเรต ความละเอียด และผลักระบบ Reprojection เข้ามาช่วยสร้างภาพที่ลื่นขึ้น
วาล์ว (Valve) ปรับเงื่อนไขสำหรับเกม VR ที่ต้องการได้รับตรา Steam Frame Verified โดยลดข้อกำหนดด้านประสิทธิภาพจาก 90 FPS เหลือขั้นต่ำ 72 FPS พร้อมเพิ่มเงื่อนไขให้เกมต้องเรนเดอร์ภาพที่ความละเอียดอย่างน้อย 1728 × 1728 พิกเซลต่อข้างในระหว่างการเล่นตามปกติ
ข้อมูลดังกล่าวปรากฏอยู่ในเอกสาร Steamworks สำหรับนักพัฒนาในปัจจุบัน แม้ว่าในการประกาศที่งาน GDC เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2569 Valve จะเคยระบุว่าเกม VR แบบ Standalone ต้องทำได้อย่างน้อย 90 FPS จึงจะได้รับตรา Verified ก็ตาม
จาก 90 FPS เหลือ 72 FPS โดยไม่มีประกาศชัดเจน
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจคือ Valve ไม่ได้เผยแพร่บันทึกการเปลี่ยนแปลง บทความประกาศ หรือคำชี้แจงต่อสาธารณะว่าได้ปรับเกณฑ์ลงแล้ว
VR.org ระบุว่า ภาพบันทึกหน้าเอกสารใน Internet Archive ที่เก่าแก่ที่สุดเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ก็แสดงตัวเลข 72 FPS ที่ความละเอียด 1728 × 1728 อยู่แล้ว และไม่พบหน้าเอกสารที่เคยระบุ 90 FPS ทำให้คาดว่าการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นภายในช่วงหลังงาน GDC และไม่เกินวันที่ดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม เกณฑ์นี้ใช้กับเกมที่รันบน Steam Frame แบบ Standalone เท่านั้น ไม่ได้ใช้กับเกม PC VR ที่ประมวลผลบนคอมพิวเตอร์แล้วสตรีมภาพมายังชุดเฮดเซต
ตัวเลขที่ควรสนใจอาจไม่ใช่ 72 แต่เป็น 1728
แม้พาดหัวจะดูเหมือน Valve ลดมาตรฐานจาก 90 FPS เหลือ 72 FPS แต่เกณฑ์ใหม่มีสิ่งที่ชัดเจนกว่าเดิม นั่นคือการระบุความละเอียดเป้าหมายอย่างเป็นทางการ
Steam Frame ใช้พาเนล LCD ความละเอียด 2160 × 2160 พิกเซลต่อข้าง ขณะที่เกณฑ์ Verified กำหนดให้เกมต้องเรนเดอร์อย่างน้อย 1728 × 1728 พิกเซลต่อข้าง เท่ากับประมาณ 80% ของความละเอียดพาเนลในแต่ละมิติ หรือคิดเป็นจำนวนพิกเซลประมาณ 64% ของความละเอียดเต็ม
นอกจากนี้ Valve ยังระบุอีกว่า เกม VR ที่เรนเดอร์ภาพต่ำกว่า 1440 × 1440 พิกเซลจะได้รับป้าย Unsupported ไม่ใช่เพียง Playable หรือเกมที่ต้องปรับแต่งการตั้งค่าเพิ่มเติม
นั่นหมายความว่า Valve ไม่ได้เปิดทางให้ผู้พัฒนาลดความละเอียดลงอย่างอิสระเพื่อแลกกับการทำเฟรมเรตให้ถึง 72 FPS แต่ยังคงกำหนดเส้นขั้นต่ำด้านความคมชัดเอาไว้อย่างจริงจัง
ลดภาระให้ผู้พัฒนาได้มากแค่ไหน
การลดเป้าหมายจาก 90 FPS เหลือ 72 FPS ทำให้ผู้พัฒนามีเวลาประมวลผลต่อเฟรมเพิ่มขึ้นจากประมาณ 11.1 มิลลิวินาที เป็น 13.9 มิลลิวินาที หรือมีเวลาสำหรับเรนเดอร์ภาพเพิ่มขึ้นประมาณ 25%
ความแตกต่างระดับนี้อาจช่วยให้เกมที่เคยเกือบผ่านเกณฑ์ 90 FPS สามารถรักษาเฟรมเรตได้เสถียรมากขึ้น โดยไม่ต้องลดรายละเอียดกราฟิกหรือความละเอียดลงอย่างหนัก
สำหรับ Steam Frame ที่ใช้ชิป Snapdragon 8 Gen 3 และต้องรันเกม VR ซึ่งเดิมอาจถูกออกแบบมาสำหรับ PC การผ่อนเกณฑ์ลงเหลือ 72 FPS จึงเป็นแนวทางที่สมจริงกว่าการยืนยันตัวเลข 90 FPS สำหรับทุกเกม
Valve ใช้ Reprojection ช่วยพาภาพไปสู่รีเฟรชเรตที่สูงขึ้น
เป้าหมาย 90Hz ไม่ได้หายไปทั้งหมด แต่ Valve กำลังผลักภาระบางส่วนไปยังระบบ Reprojection ภายใน SteamVR
ในเอกสาร Valve แนะนำอย่างมากให้ผู้พัฒนาส่งข้อมูล Motion Vector และ Depth มาพร้อมกับเกม ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ระบบสร้างเฟรมแทรก และปรับภาพตามการเคลื่อนไหวของศีรษะได้แม่นยำขึ้น ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกเปิดรีเฟรชเรตที่สูงกว่าเฟรมเรตจริงของเกมได้
Valve ยังเพิ่มเครื่องมือ Performance Assessment Overlay เข้าไปใน SteamVR เพื่อให้นักพัฒนาตรวจสอบเฟรมเรต ความละเอียด และประสิทธิภาพของเกมเทียบกับเกณฑ์ Steam Frame ได้โดยตรง
ตรา Verified ไม่ได้แปลว่าเกมรัน Native 90 FPS
สำหรับผู้ใช้งาน สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่า ตรา Steam Frame Verified ภายใต้เกณฑ์ใหม่ไม่ได้รับประกันว่าเกมจะเรนเดอร์ที่ความละเอียดพาเนลเต็ม 2160 × 2160 หรือรันแบบ Native ที่ 90 FPS
ตรานี้หมายความว่า อย่างน้อยเกมต้องทำได้ตามเงื่อนไขต่อไปนี้
- รักษาเฟรมเรตขั้นต่ำ 72 FPS ระหว่างการเล่นตามปกติ
- เรนเดอร์ภาพที่ความละเอียดอย่างน้อย 1728 × 1728
- รองรับคอนโทรลเลอร์ Steam Frame อย่างครบถ้วน
- ข้อความและเมนูต้องอ่านได้ชัดเจน
- ไม่ต้องให้ผู้ใช้ปรับแต่งระบบที่ซับซ้อนก่อนเริ่มเล่น
เกมที่ทำงานได้แต่ยังต้องตั้งค่าด้วยตนเองอาจได้รับป้าย Playable ส่วนเกมที่มีปัญหาด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ หรือความละเอียดต่ำกว่าเกณฑ์ อาจถูกจัดเป็น Unsupported
การลดมาตรฐานครั้งนี้ดีหรือไม่
ในมุมของผู้พัฒนา การเปลี่ยนจาก 90 FPS มาเป็น 72 FPS ถือเป็นเรื่องดี เพราะช่วยลดต้นทุนในการปรับแต่งเกม และอาจทำให้ Steam Frame มีเกม Standalone ที่ได้รับตรา Verified มากขึ้นในช่วงเปิดตัว
ในมุมของผู้เล่น การเพิ่มเงื่อนไขด้านความละเอียดช่วยป้องกันไม่ให้ผู้พัฒนาลดคุณภาพภาพมากเกินไปเพื่อไล่ตามตัวเลขเฟรมเรตเพียงอย่างเดียว
ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่การลดมาตรฐานแบบไม่มีเงื่อนไข แต่เป็นการเปลี่ยนจากเป้าหมาย 90 FPS ที่ไม่ได้ระบุความละเอียด มาเป็นเป้าหมาย 72 FPS ที่ตรวจสอบได้ชัดเจน พร้อมเส้นขั้นต่ำด้านความคมชัดและระบบ Reprojection เข้ามาช่วย
สิ่งที่ควรถูกตั้งคำถามมากกว่าตัวเลข 72 FPS คือ เหตุใด Valve จึงเปลี่ยนเกณฑ์สำคัญสำหรับนักพัฒนาโดยไม่มีประกาศหรือบันทึกการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เพราะตรา Verified อาจมีผลโดยตรงต่อทั้งการตัดสินใจพัฒนาเกมและความคาดหวังของผู้ซื้อ Steam Frame
ที่มา
vr.org