รีวิวหลังใช้งาน 2 เดือน VITURE Beast XR แว่น XR ที่ฮาร์ดแวร์อาจไม่ต่างมาก… แต่ Software เริ่มคนละชั้น
1 min read
รีวิวหลังใช้งาน 2 เดือน VITURE Beast XR แว่น XR ที่ฮาร์ดแวร์อาจไม่ต่างมาก… แต่ Software เริ่มคนละชั้น
ในช่วงแรก XR Glasses เคยถูกมองว่าเป็นเพียง Gadget สำหรับสายเทคหรือสายทดลอง แต่หลังจากลองใช้งาน VITURE Beast XR Glasses มาได้ประมาณ 2 เดือน เริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมหลายคนถึงเริ่มมองว่า Beast เป็นหนึ่งในแว่น XR ที่ “ครบ” ที่สุดในตลาดตอนนี้
เพราะสิ่งที่ทำให้ Beast น่าสนใจ ไม่ใช่แค่สเปกบนกระดาษ แต่คือรายละเอียดเล็ก ๆ หลายอย่างที่เหมือนถูกออกแบบมาเพื่อ “ใช้งานจริง” มากกว่าแค่โชว์เทคโนโลยี








จอใหญ่ สีสด และสว่างมากจนใช้งานกลางห้องสว่างได้สบาย
หนึ่งในจุดที่สัมผัสได้ทันทีหลังใช้งาน คือคุณภาพของจอ
Beast ใช้จอ Sony Micro-OLED พร้อมความสว่างสูงสุดถึง 1250 nits ทำให้แม้อยู่ในห้องสว่างหรือมีแสงรอบตัวเยอะ ภาพก็ยังสู้แสงได้ดีมาก
สีสันค่อนข้างสดและคอนทราสต์สูง ให้ฟีลเหมือนกำลังมองจอ OLED ขนาดใหญ่ลอยอยู่ตรงหน้า โดยเฉพาะเวลาเล่นเกมหรือดูหนังจะเห็นความแตกต่างชัดเจน
รวมถึงตัวฟิล์ม Electrochromic ด้านหน้าเลนส์ ที่สามารถปรับความเข้มได้ถึง 9 ระดับ ช่วยให้เลือกได้ว่าจะเน้นความโปร่งใสหรือเน้นความ Immersive มากแค่ไหน
จุดนี้ช่วยเยอะมากเวลาสลับใช้งานระหว่าง:
- ดูหนัง
- เล่นเกม
- ใช้งานบนเครื่องบิน
- หรือใช้งานในพื้นที่สาธารณะ
3DoF ที่นิ่งขึ้น ใช้งานจริงสบายขึ้นเยอะ
อีกจุดที่รู้สึกว่าพัฒนาขึ้นชัด คือระบบ 3DoF
เวลาใช้งานจริง โดยเฉพาะ:
- นอนดูหนัง
- เล่นเกมบน Handheld
- ใช้งานบนเครื่องบิน
จะรู้สึกว่าจอนิ่งขึ้นและสบายตากว่า XR Glasses หลายรุ่นในอดีตพอสมควร
รวมถึง Beast ยังรองรับ Side View ได้ถึง 4 มุม:
- บนซ้าย
- บนขวา
- ล่างซ้าย
- ล่างขวา
ทำให้สามารถย่อจอไปไว้ด้านข้างระหว่างทำงานหรือเล่นเกมได้สะดวกมากขึ้น
รายละเอียดงานประกอบดูคิดมาสำหรับคนใช้จริง
หลายอย่างของ Beast เป็นจุดเล็ก ๆ ที่อาจไม่ได้ถูกพูดถึงบ่อย แต่พอใช้จริงกลับรู้สึกต่าง
เช่น:
- ขาแว่นอ้าได้กว้าง คนหน้าใหญ่ใส่สบาย
- โครงสร้างด้านหน้าเป็นอลูมิเนียมแมกนีเซียม
- วัสดุดูแข็งแรงและพรีเมียม
- ปุ่มควบคุม 6 ปุ่ม ช่วยให้กดเมนูหรือปรับโหมดต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น
ตัวแว่นอาจยังดูเป็นอุปกรณ์เทคอยู่บ้าง แต่เรื่องงานประกอบถือว่าทำได้ค่อนข้างดี
มีกล้องหน้ามาให้เลย ไม่ต้องซื้อเพิ่ม
อีกจุดที่ Beast ต่างจากบางแบรนด์คือ “มีกล้องหน้ามาให้ในตัวเลย”
ตอนนี้กล้องยังใช้งานหลักสำหรับ:
- ถ่ายภาพ
- วิดีโอ
- ระบบ Anchor
- Spatial Features
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ VITURE ระบุว่าในอนาคตจะรองรับ VisionPair 3DoF และต่อยอดไปถึง 6DoF
ซึ่งหมายถึง “จอล็อกตำแหน่งจริง ๆ” ไม่ใช่แค่จอยึดมุมมองแบบเดิม
นี่ถือเป็นหนึ่งในจุดที่น่าจับตาสำหรับอนาคตของ XR Glasses เพราะหลายแบรนด์ยังต้องซื้ออุปกรณ์เสริมเพิ่ม หากต้องการฟีเจอร์ลักษณะนี้
ลำโพงดีกว่าที่คิด และกำลังจะไปถึง 3DoF Audio
ลำโพงบนขาแว่นถือว่าทำได้ดีกว่าที่คาดไว้มาก
เสียงดัง รายละเอียดชัด และที่สำคัญคือ “ไม่แตกง่าย” แม้เปิดค่อนข้างดัง
เวลานั่งดูหนัง เล่นเกม หรือใช้งานทั่วไป หลายครั้งแทบไม่จำเป็นต้องใส่หูฟังเพิ่มเลย
รวมถึงในอนาคต VITURE ยังมีแผนรองรับระบบเสียง 3DoF Audio เพิ่มเติมอีกด้วย
จุดที่ Beast เริ่มต่างจริง ๆ คือ Software Ecosystem
แต่สิ่งที่ทำให้ Beast เริ่ม “คนละชั้น” จริง ๆ คือ Software Ecosystem
ตอนนี้ VITURE รองรับครบทั้ง:
- Android
- iPhone / iPad
- Windows
- macOS
รวมถึงมีฟีเจอร์ที่เริ่มครบขึ้นเรื่อย ๆ เช่น:
- Multi Screen
- Spatial Desktop
- Ultra-wide Display
- Cast 3D
- 2D → 3D
Immersive3D คือ Killer Feature ของจริง
จุดที่น่าสนใจที่สุดตอนนี้ คือ Immersive3D บน Windows
เพราะมันสามารถเปลี่ยน:
- เกม 2D
- หนัง 2D
- วิดีโอทั่วไป
ให้กลายเป็นภาพ 3D แบบ Real-time ได้ทันที
และที่สำคัญคือรองรับเฟรมเรทสูงถึง 60Hz ซึ่ง ณ ตอนนี้ ยังแทบไม่มี XR Glasses รุ่นไหนทำได้ในระดับเดียวกัน
ทำให้เวลาเล่นเกมหรือดูหนัง จะรู้สึกว่าภาพลื่นและใช้งานได้จริงกว่าระบบ 3D หลายแบบในตลาดตอนนี้
แน่นอนว่ายังไม่สมบูรณ์ 100%
แม้ภาพรวมจะดีมาก แต่ Beast ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่เหมือนกัน
เช่น:
- ขอบภาพบางมุมยังมีเบลอ
- ตอนใส่แว่นไม่ค่อยรู้สึกร้อน แต่พอถอดจะรู้ว่าด้านหน้าค่อนข้างอุ่น
- แม้ลดแสงสะท้อนจากภายนอกด้านล่างได้ดี แต่บางมุมยังเห็นภาพสะท้อนจากจออยู่บ้าง
- ยังไม่สามารถแทน Monitor หลัก 100% ได้
แต่ถ้ามองในภาพรวมตอนนี้ Beast ถือว่าเป็น XR Glasses ที่ให้ “ประสบการณ์ใช้งานจริง” ได้ครบและลงตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วจริง ๆ
และอาจเป็นหนึ่งในแว่น XR ที่เริ่มทำให้หลายคนมองเห็นอนาคตของ Spatial Display ได้ชัดขึ้นกว่าเดิมครับ