Palmer Luckey ฟันธง Meta ไม่ได้ทิ้ง VR การปิดสตูดิโอ คือเรื่องดีต่ออุตสาหกรรมระยะยาว
1 min read
Palmer Luckey ฟันธง Meta ไม่ได้ทิ้ง VR การปิดสตูดิโอ คือเรื่องดีต่ออุตสาหกรรมระยะยาว
เมื่อผู้ก่อตั้ง Oculus ออกมาแย้งกระแส “Meta ทิ้ง VR” อย่างตรงไปตรงมา
เหตุผลเบื้องหลังการปิดสตูดิโอเกม VR อาจไม่สวยงาม แต่เขามองว่าจำเป็นครับ
ผู้ก่อตั้ง Oculus ออกมาแสดงจุดยืนชัดว่า การที่ Meta ปิดสตูดิโอเกม VR ภายใน ไม่ได้หมายความว่าบริษัทกำลัง “เลิกเอาจริงกับ VR” แต่อย่างใด และในระยะยาวอาจเป็นผลดีต่อสุขภาพของทั้งอุตสาหกรรมด้วยซ้ำ
เกิดอะไรขึ้นกับ Meta Reality Labs
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Meta ปิดสตูดิโอเกม VR ที่เคยเข้าซื้อมา ได้แก่ Twisted Pixel Games (Deadpool VR), Sanzaru Games (Asgard’s Wrath) และ Armature Studio (Resident Evil 4 VR) พร้อมเลย์ออฟบางส่วนใน Camouflaj (Batman: Arkham Shadow)
การปรับโครงสร้างนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ “ย้ายงบจาก Metaverse ไปสู่ AI Glasses และ Wearables” ส่งผลให้ทีม Reality Labs ถูกลดกำลังคนราว 10% หรือประมาณ 1,500 ตำแหน่ง ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ว่า Meta กำลังถอยห่างจาก VR
มุมมองของ Palmer Luckey: ไม่ใช่วิกฤต
Luckey โต้แย้งว่า “นี่ไม่ใช่หายนะ” เพราะ Meta ยังมีทีมทำ VR ใหญ่ที่สุดในโลก “มากกว่าคู่แข่งเป็นลำดับขั้น” และการเลย์ออฟ 10% เทียบได้กับอัตราการเปลี่ยนงานตามปกติ เพียงแต่ถูกรวมเวลาให้สั้นลง
ประเด็นสำคัญคือ ตำแหน่งที่ถูกตัดส่วนใหญ่เป็นทีม First-party ซึ่งพัฒนาเกมภายในบริษัทเอง และนั่น—ในสายตา Luckey—คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่ควรแก้
ทำไมการลด First-party ถึงอาจ “ดี” ต่อระบบนิเวศ
Luckey ชี้ว่า การที่ Meta ทุ่มเงินมหาศาลให้เกมภายใน (งบ การตลาด การดันหน้า Store) ทำให้ นักพัฒนาภายนอกแข่งขันแทบไม่ได้ แม้เกมภายในจะคุณภาพดีและได้คำชม แต่ยิ่งดีเท่าไร ก็ยิ่งเบียดพื้นที่รายได้ของสตูดิโออิสระมากเท่านั้น
เขายกตัวอย่าง Rock Band VR เกมเอกสิทธิ์ปี 2560 ที่ลงทุนระดับเลขแปดหลัก แต่ขายได้เพียง 700 ชุด เป็นบทเรียนราคาแพงว่าคุณภาพอย่างเดียวไม่รับประกันความต้องการตลาด
“การอุดหนุนเกมของตัวเองอย่างหนัก แทนที่จะเร่งความก้าวหน้าด้านเทคนิคและเสถียรภาพแพลตฟอร์ม—มันไม่สมเหตุสมผลในโลกที่ทรัพยากรจำกัด”
เสียงจากคอมมูนิตี้: เห็นต่างอย่างมีเหตุผล
- บางคนเห็นด้วยว่าควร “right-size” งบ เพื่อให้เกมมีโอกาสทำกำไรจริง
- บางคนโต้ว่า First-party ระดับเรือธง อย่าง Batman หรือ Deadpool จำเป็นต่อการดึงผู้เล่นใหม่ และสร้าง “killer app” คล้าย Half-Life: Alyx
- อีกมุมหนึ่งตั้งคำถามกลับว่า เหตุผลของ Luckey ควรใช้กับฮาร์ดแวร์ด้วยหรือไม่ เพราะ Quest ที่ตั้งราคาต่ำ ก็อาจ “เบียด” ผู้ผลิตรายอื่นเช่นกัน
สรุป
Luckey ไม่ได้บอกว่าการปิดสตูดิโอ “สวยงาม” เขายอมรับว่าคนเดือดร้อนจริง แต่ในเชิงระบบ เขามองว่าการ ลดบทบาท First-party เพื่อคืนพื้นที่ให้ Third-party คือการกลับสู่หลักคิดดั้งเดิมของ Oculus ที่เน้น “สร้างระบบนิเวศ ไม่ใช่แข่งกับทุกคน” และนั่นอาจทำให้อุตสาหกรรม VR แข็งแรงกว่าเดิมในระยะยาวครับ
หมายเหตุ: Luckey ย้ำว่าเขาโพสต์ความเห็นนี้โดยไม่มีใครจาก Meta ขอหรือรับรู้ และประวัติความสัมพันธ์ของเขากับบริษัทก็ไม่ใช่สาย “เห็นดีเห็นงามทุกอย่าง” แต่อย่างใดครับ
ที่มา
uploadvr
https://x.com/PalmerLuckey/status/2013099842529005912?s=20